วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เครื่องมือในการพัฒนาให้เป็นนวัตกรรม

เครื่องมือในการพัฒนาให้เป็นนวัตกรรม


จากที่ได้แนะนำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นนวัตกรรม ในตอนที่แล้วนั้นหวังว่าจะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นนวัตกรรมในเบื้องต้นได้ในระดับหนึ่ง ถ้ายังไม่ค่อยเข้าใจต้องค่อยๆอ่านแล้วทำความเข้าใจ โดยการลงมือทำจริงจึงจะเข้าใจได้ดีขึ้น สำหรับตอนนี้จะเป็นการแนะนำเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเครื่องมือนี้ได้มีการนำมาใช้งานจริงในทุกธุรกิจจากการสำรวจและวิเคราะห์จากสิ่งประดิษฐ์ใหม่หรือนวัตกรรมต่างๆ โดยร้อยละ 85 ของธุรกิจทั่วไป จะใช้เครื่องมือนี้ในการพัฒนาหรือปรับปรุงให้การดำเนินงาน การบริการ หรือผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นจนเป็นนวัตกรรมในแต่ละประเภท เครื่องมือนี้มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า “The Five Patterns of Innovation“ ซึ่งในที่นี้เราจะขอเรียกว่า 5 รูปแบบในการพัฒนาให้เป็นนวัตกรรม อย่างที่เคยแจ้งไว้ เราจะเขียนให้กระชับ (เน้นเนื้อไม่เน้นน้ำ และไม่อ้างอิงทฤษฎีมาก) เพื่อให้ผู้ที่สนใจแต่ไม่มีพื้นฐานได้เข้าใจได้ง่าย ก่อนที่จะไปหาข้อมูลศึกษาเพิ่มเติมได้ ดังนั้นเราจะมาเริ่มกันเลย


5 รูปแบบในการพัฒนาให้เป็นนวัตกรรม (The Five Patterns of Innovation)

อย่างที่บอกไว้ เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือที่นิยมใช้กันมากในทุกวงการ โดยมีการสำรวจ และวิเคราะห์จากสิ่งประดิษฐ์ต่างๆที่มีอยู่ในโลก พบว่าร้อยละ 85 ใช้เครื่องมือนี้ในการพัฒนาเป็นหลัก เรามาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง

  1. การลดหรือเอาออก Subtraction
  2. การเพิ่มหรือการเติม Multiplication 
  3. การแยกหรือสลับขั้นตอน Division 
  4. การรวมกัน Unification 
  5. การเชื่อมโยง Relation

การใช้เครื่องมือนี้ สิ่งที่สำคัญ ผู้ออกแบบต้องเข้าใจถึงวิธีการและขบวนการในการเลือกใช้ รวมไปถึงเข้าใจในรายละเอียดของสิ่งที่ต้องการพัฒนาหรือปรับปรุงก่อนที่จะไปออกแบบต่อยอด เพื่อนำมาใช้ในการคิดต่อไม่ถูกออกแบบผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือการให้บริการ ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งหมายถึง ความลงตัวของด้านต้นทุนทางการเงิน เวลา และปริมาณคน ที่ต้องนำมาเกี่ยวข้องด้วย เพราะว่าในบางกรณีที่ผู้ออกแบบอาจจะคิดออกมาได้แล้วแต่ลืมนึกในบางปัจจัย จะทำให้เกิดอาการไปไม่ถึงดวงดาวได้ ดังนั้นจะขอเริ่มกันดังนี้

การลดหรือเอาออก Subtraction

การลดหรือเอาออก เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่นิยมใช้มากในเครื่องมือทั้งห้า มักจะนิยมใช้กับขั้นตอนในการผลิตหรือขั้นตอนในการบริการ แต่ก็อาจจะนำไปใช้กับการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ได้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละคน โดยเทคนิคหรือวิธีการใช้ จะนิยมนำเอากระบวนการ หรือผลิตภัณฑ์ มาพิจารณาก่อนว่ามีขั้นตอนในการทำงานทั้งหมดอยู่เท่าไหร่ และแจกแจงด้วยว่าแต่ละขั้นตอนมีความสำคัญอย่างไร ใช้ทรัพยากรมากหรือน้อยเท่าไหร่ จากนั้นก็มาพิจารณาว่าจะสามารถตัดขั้นตอนออกไปได้บ้าง ถ้าตัดออกไปแล้วมีผลกระทบอะไรบ้างโดยใช้เครื่องมือ SWOT มาเป็นเครื่องมือในการชั่งน้ำหนักของ ข้อดี-ข้อเสีย มีโอกาส-อุปสรรค อะไรบ้างเพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ และหาทางในการพัฒนาปรับปรุงเพื่อนำไปสู่จุดที่หวัง หรือตั้งใจจะไปได้ โดยมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1 Uber อย่างที่เราทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า Uber เป็นธุรกิจที่รองรับการรับ-ส่งผู้โดยสาร จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง โดยมีการชำระค่าบริการผ่านระบบเครดิตการ์ด โดยส่วนใหญ่ผู้โดยสารมักจะเป็นผู้ประสบปัญหาต่างๆ เช่น เนื่องจากผู้โดยสารมักมีปัญหาจากการหารถโดยสารยาก รถโดยสารมักปฏิเสธผู้โดยสาร สถานที่เรียกรถไม่มีรถเข้าไปถึง กำหนดเวลาในการเดินทางไม่ได้ หรือผู้โดยสารไม่สามารถรู้ได้ว่าคนขับรถคือใคร เป็นต้น ส่วนเจ้าของรถหรือคนขับรถ ก็มีปัญหาด้วยเช่นกัน




ไม่รู้จักผู้โดยสาร ไม่รู้ว่าไปส่งแล้วจะได้ค่าโดยสารหรือไม่ เวลารถเสียก็มีภาระในการซ่อมทำให้ไม่สามารถให้บริการได้ หรืออื่นๆอีกมากมายเรามาดูกันว่าการคิดทำ Uber ต้องคิดอะไรบ้าง

Uber คู่แข่งที่สำคัญ รถ Taxi รวมไปถึงรถที่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารอื่นๆ

สิ่งที่เจ้าของรถ Taxi ต้องลงทุน
    • ขอใบอนุญาตทำรถ Taxi
    • ซื้อรถมาทำรถ Taxi
    • ซื้อรถมาแล้วต้อง มาทำสี ติดป้าย ติดมิเตอร์
    • หาคนมาขับ
สิ่งที่เป็นปัญหาของคนทำรถ Taxi
    • คนขับเลือกงาน หรือผู้โดยสาร
    • คนขับไม่รับผู้โดยสาร
    • ต้องมีค่าบำรุงรักษารถ
    • ต้องจัดหาที่สำหรับจอดรถ
    • ต้องมีทีมงานคอยจัดการต่างๆ
ข้อดีคือ ได้รับเงินสดทุกวัน

ข้อดีของ Uber ในมุมมองของเจ้าของกิจการ Uber

    • ไม่ต้องขอใบอนุญาตทำรถ Taxi
    • ไม่ต้องซื้อรถ ทำสี ติดป้าย ติดมิเตอร์
    • ไม่ต้องรับสมัครคนขับรถ
    • รองรับตลาดได้ทั่วโลก
สิ่งที่ Uber ต้องลงทุนคือ
    • ต้องลงทุนทำระบบ
    • ต้องมีทีมงานจัดการในแต่ละเมือง
จะสังเกตว่าในกรณีของ Uber นั้นมีการตัดหลายๆอย่างออกไป ทำให้ต้นทุนต่ำลง มีการจัดการที่ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างที่ 2 AirAsia เป็นธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งเกิดจากการมองเห็นช่องว่างของธุรกิจการบริการทางการบิน ซึ่งโดยปกติการเดินทางด้วยเครื่องบินในอดีตมักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง คนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางมักจะไม่ค่อยนิยมใช้ หลังจากที่เห็นช่องว่างดังกล่าว ผู้บริหารของสายการบิน AirAsia จึงเกิดไอเดียในการเจาะช่องว่างดังกล่าวขึ้นโดยทำการศึกษาว่า ปัจจัยในการให้บริการทางการบินมีอะไรบ้าง จึงพบว่าปัจจัยในการให้บริการทางการบินหลักๆได้แก่ 

คู่แข่งที่สำคัญคือ Full Service Airline

ปัจจัยในการตัดสินใจในเลือกใช้บริการการบิน บอกจากราคาแล้วมีปัจจัยอื่นที่สำคัญดังนี้
  1. บินตรงเวลาหรือไม่ (อัตราการ Delay ต้องต่ำ)
  2. บริการดีหรือไม่ (ความพอใจในการบริการ ซึ่งเป็นความรู้สึกล้วนๆ) ข้อนี้ขออธิบายหน่อยนะ คือ ต้องเข้าใจก่อนว่าการบริการที่ดีมีความหมายว่า การเอาใจใส่ การพูดจาที่สุภาพ มีมารยาทที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นแค่พื้นฐานในการบริการเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การที่พนักงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้าโดยตรงต้องมีความสามารถในการตัดสินใจ การกระทำนอกเหนือคู่มือการปฏิบัติงานมาตรฐานได้(แต่ต้องถูกต้อง) เมื่อลูกค้าร้องขอ เช่น ในเที่ยวบินนั้นมีการเสริฟอาหารเป็นข้าวมันไก่ แต่ลูกค้าร้องขอให้เอาเนื้อน่อง ไม่ใส่ผักโรย ไม่เอาแตงกวาได้หรือไม่ ถ้าพนักงานตอบว่าไม่ได้ ลูกค้าก็จะรู้สึกทันทีว่าบริการไม่ดี หรืออย่างเช่น ร้านกาแฟ Starbucks ถ้าเรากาแฟหก เราจะเห็นพนักงานนำกาแฟแก้วใหม่มาให้เรา หรือทานแล้วไม่ถูกใจ พนักงานก็จะทำให้ใหม่จนถูกใจ จะเห็นว่า ราคากาแฟใน Starbucks ไม่ใช่ถูกแต่พนักงานสามารถตัดสินใจในทันทีเพื่อให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด ดังนั้น การบริการที่ดี คือความสามารถในการรองรับสถานะการณ์ต่างๆ ที่นอกเหนือจากคู่มือมาตรฐานได้อย่างดีและรวดเร็วที่สุด
  3. ที่นั่ง ต้องมีที่นั่งที่สะดวกสบาย นั่งนานๆไม่เมื่อย(มาก)
  4. อาหารที่อร่อย อันนี้สำคัญเหมือนกันเช่นสมมุติว่าเราจะเดินทางจาก กรุงเทพฯ ไปลอนดอน มีสายการบิน ของแขก กับญี่ปุ่น ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกันหรือเท่ากัน เราจะเลือกสายการบินไหน(คิดเองนะ) 



ดังนั้นเมื่อ AirAsia ได้ทำการวิเคราะห์แล้วพบว่าต้นทุนที่สูงที่สุดคือ 
    • เครื่องบินเพราะถ้าใช้เครื่องบินที่ลำใหญ่ก็จะมีต้นทุนที่สูง ปริมาณเที่ยวบินต่อวัน ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ค่าลงจอดสนามบิน เป็นต้น
    • การบินที่ตรงเวลา
    • การลดอาหารที่บริการบนเครื่อง
ซึ่งทำให้สายการบิน AirAsia เลือกที่จะทำธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำโดย
    • ใช้เครื่องบินที่ลำเล็กกว่าสายการบิน Full Service Airline 
    • มีเที่ยวบินที่มากกว่า แต่รองรับผู้โดยสารที่น้อยกว่า
    • เป็นสายการบินระยะใกล้
    • ไม่มีอาหารบริการบนเครื่อง(ถ้าต้องการสามารถซื้อได้)
    • ค่าบริการที่ต่ำกว่า Full Service Airline มากเพื่อรองรับผู้โดยสารระดับกลางเป็นหลัก
จะเห็นได้ว่าสายการบิน AirAsia จึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้เป็นสายการบินต้นทุนต่ำ แต่ก็มีบริการที่สายการบิน Full Service Airline มีให้เพิ่มขึ้นมาบ้างแล้วตามความเหมาะสมซึ่งเราก็จะเห็นกันต่อไป

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าทั้งสองธุรกิจได้ตัดเอาส่วนที่สำคัญของธุรกิจออก แต่ก็ปรับให้รองรับกับกลุ่มลูกค้าอย่างเหมาะสมลงตัว แถมยังสามารถรองรับลูกค้าได้มากขึ้นด้วยการนำเอา รูปแบบธุรกิจไปใช้ในประเทศต่างๆได้อีกด้วย(เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว)

การเพิ่มหรือการเติม Multiplication

การเพิ่มหรือการเติมก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่นิยมกันในกลุ่มของผลิตภัณฑ์ โดยทั่วไปแล้วเรามักเจอกับปัญหาของผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น มีคุณภาพ หรือคุณค่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เราจึงจะใช้เทคนิคในการเพิ่ม หรือเติมเข้าไปให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ หรือคุณสมบัติที่ดีขึ้น เรามาดูตัวอย่างกันเลยครับ




ตัวอย่าง หูฟังที่ไร้เสียงรบกวน หูฟังโดยทั่วไป(โดยเฉพาะที่มีราคาถูก)มักจะฟังไม่ค่อยชัดถ้าอยู่ในที่มีเสียงดัง วิศวกรผู้ออกแบบจึงนำเอาหลักการเพิ่มเข้ามาใช้ โดยนำเอาไมโครโฟนมาติดที่หูฟังแล้วนำเอาสัญญาณที่รับเข้ามาเปลี่ยนขั้วของคลื่นเสียงให้ตรงกันข้ามกับต้นฉบับแล้วส่งเข้าไปรวมกับเสียงที่จะออกมาผลปรากฎว่า เสียงที่เป็นเสียงภายนอกโดยลบออกไปเกือบหมดหรืออาจจะหมดเลย(ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบ และอุปกรณ์ที่ใช้) ทำให้คุณภาพของเสียงที่ดีขึ้น ขายได้ราคาที่แพงขึ้น 



ตัวอย่าง โถส้วมประหยัดน้ำ ผลิตภัณฑ์นี้เดิมทีมีปัญหาคือต้องใช้ปริมาณน้ำค่อนข้างมากต่อหนึ่งครั้ง จึงเป็นที่มาของการคิดค้น โถส้วมที่ประหยัดน้ำ โดยวิธีการจะใช้วิธีการเพิ่มท่อเข้าไปในระบบเดิมอีก แต่เปลี่ยนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเป็นหลายขนาดที่ระยะความยาวที่เท่ากัน ทำให้เกิดอัตราการไหลของน้ำที่ต่างกัน ทำให้น้ำมีแรงดันที่สูงขึ้นกว่าเดิม โดยที่ใช้ปริมาณน้ำที่น้อยลง จากตัวอย่างนี้ก็จะเห็นได้ว่าวิศวกรก็ใช้หลักการในการเพิ่มหรือเติมมาใช้ให้เป็นประโยชน์การคิดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีขึ้น โดยมีแรงดันน้ำที่สูงขึ้นแต่ใช้น้ำที่น้อยลง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยังสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้นได้อีกด้วย

ตัวอย่าง สายการบิน ลุฟท์ฮันซ่า ที่มิวนิค ในช่วงที่มีการปรับปรุงสนามบินได้มีโอกาสทำการปรับปรุง เลานจ์ของเฟิร์สคลาส โดยการนำเอาจุดออกบัตรที่นั่ง การโหลดกระเป๋า และมีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองรวมเข้าไว้ในที่เดียวกัน และอยู่ในเลานจ์นั้นด้วยกัน นอกจากนั้นเมื่อถึงเวลาก็จะมีรถ Super Car มาจอดรอรับไปส่งที่เครื่องบิน โดยได้รับการสนับสนุนจาก เมอร์เซเดส เบนซ์ และพอร์ช นำรถมาให้บริการพร้อมคนขับ และเมื่อขากลับเข้ามาก็จะมีรถ Super Car มารับจากเครื่องบินกลับไปที่เลาจ์เพื่อให้ผู้โดยสารได้พักผ่อนและสัมผัสกับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของสายการบิน ลุฟท์ฮันซ่า และผู้โดยสารยังได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นรถยนต์ของค่ายดัง ซึ่งผู้โดยสารระดับเฟิร์สคลาสเราไม่สามารถเข้าถึงตัวกันได้ง่ายๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีมากที่ได้เข้าถึงตัวลูกค้าระดับนี้ได้

จะเห็นว่าเทคนิคการเพิ่มหรือเติม สามารถนำไปใช้ได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือการบริการ ขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบมีวิสัยทัศน์อย่างไร หรือมีโจทย์อย่างไร






การแยกหรือสลับขั้นตอน Division

การแยกหรือสลับขั้นตอนเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้กับการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยที่ใช้ทรัพยากรเท่าเดิม หรือต้องใช้น้อยลง ซึ่งในขั้นตอนนี้จะต้องไม่ทำให้ผู้ทำงาน หรือผู้ที่รับงานไปทำมีความรู้สึกว่าถูกเพิ่มงาน โดยวิธีนี้จะใกล้เคียงกับวิธีการลดหรือตัดออก โดยจะต้องนำเอากระบวนการ หรือขั้นตอนการทำงานมาเรียงกันตามลำดับดูก่อนและจัดลำดับความสำคัญของงาน หลังจากนั้นจึงทดลองสลับขั้นตอนการทำงาน ก่อนหรือหลังในเชิงแนวคิด แล้วลองให้ผู้ทำงานวิจารณ์ดูว่ามีความเป็นไปได้อย่างไรบ้าง จากนั้นทดลองทำจริงเพื่อดูผลลัพธ์ว่าเป็นไปตามที่วางแผนไว้หรือไม่ แล้วค่อยปรับปรุงอีกนิดหน่อยเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเหมาะสมยิ่งขึ้น มาดูตัวอย่างในการสลับหรือแยกขั้นตอนกันดีกว่า

ตัวอย่าง โรงงาน P&G ต้องใช้หลอดเพื่อบรรจุผลิตภัณฑ์ที่เป็นครีม จึงต้องสั่งจากโรงงานทำหลอด ซึ่งปกติ โรงงานทำหลอดจะผลิตหลอดและส่งไปพร้อมฝาไปให้ P&G ซึ่งต้องมีการระมัดระวังอย่างมาก เพราะถ้าขนส่งไม่ดีจะทำให้หลอดที่ส่งไปเสียหายได้ง่าย วิธีการแก้ปัญหานี้ ทางโรงงานผลิตหลอดจึงขอย้ายเครื่องผลิตหลอดไปไว้ที่โรงงงาน P&G โดยใช้ที่เพียงเล็กน้อย แต่สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึงร้อยละ 70 แต่ผู้อ่านอาจจะคิดว่าแล้วโรงงาน P&G จะยอมให้มาตั้งได้อย่างไร  ทางโรงงานผลิตหลอดก็ให้ข้อเสนอโดยจะลดราคาค่าหลอดให้ จ่ายค่าเช่าที่สำหรับการติดตั้งเครื่องผลิตหลอดที่โรงงาน P&G และสินค้าที่ส่งให้ก็มีคุณภาพที่สูงขึ้นอัตราของเสียต่ำลงมาก(ถามว่าถ้าท่านเป็นผู้บริหาร P&G ท่านจะยอมหรือไม่ครับ)




ตัวอย่าง ขนมปังในกระป๋อง ปกติขนมปังในกระป๋องเรามักจะเห็นแต่ขนมปังอบกรอบใช่มั้ยครับ แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นเค้าคิดเอาขนมปังแบบนิ่มๆ มาใส่กระป๋องครับ(มีบางคนอาจสงสัยว่าทำได้อย่างไร เพราะปกติแค่ไม่กี่วันก็ราขึ้นหมดแล้ว) ซึ่งวิธีการคือปกติทั่วไป เมื่อได้แป้งขนมปังที่พร้อมจะอบ เราก็จะอบขนมปังก่อนแล้วจึงบรรจุลงในกระป๋อง ซึ่งผู้ผลิตได้เปลี่ยนวิธีการทำ โดยสลับขั้นตอนใหม่จากแป้งที่พร้อมจะอบนำใส่กระป๋องก่อนแล้วนำไปอบทั้งกระป๋อง ผลที่ได้ก็คือขนมปังก็จะพองอยู่ในกระป๋องและยังสามารถอยู่ได้นานถึง 3 ปีอีกด้วยแต่ในความเป็นจริงก็ไม่ใช่ง่ายเหมือนที่ว่ามานะครับ ผู้ผลิตก็ได้มีการลองผิดลองถูกกันมาพอสมควรกว่าจะทำออกมาได้สำเร็จ

จะเห็นว่าวิธีการแยก หรือสลับขั้นตอนนั้นส่วนสำคัญ ผู้คิดต้องมีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำพอสมควร ถ้าไม่เช่นนั้นก็ยากพอสมควรนะครับกว่าจะได้ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือขั้นตอนที่เป็นนวัตกรรมได้
การรวมกัน Unification

การรวมกัน เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับ ผลิตภัณฑ์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะใช้หลักการทำงานหรือของที่มีอยู่เดิมมาสร้างเป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น ซึ่งแนวคิดที่ทำขึ้นมาใหม่มักจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนเป็นความแปลกใหม่ที่ผู้ใช้อยากได้ แต่นึกไม่ออกว่าจะบอกว่าอย่างไร อาจจะอ่านแล้วก็ยังนึกภาพไม่ค่อยออก เรามาดูตัวอย่างกันดีกว่า 

ตัวอย่าง ไฟหน้าของรถยนต์ เวลาเราขับรถอยู่ในทางโค้ง หรือทางเลี้ยวในเวลากลางคืน เรามักจะมองไม่ค่อยเห็นบริเวณด้านข้างและด้านหน้าของทางเลี้ยว วิศวกรจึงเกิดความคิดที่จะให้ไฟหน้าเอียงตามมุมที่รถหรือพวงมาลัยเลี้ยวไปด้วย ซึ่งก็เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมเพียงแต่ปรับแต่งให้เกิดการหมุนตามการเลี้ยวของรถหรือตามพวงมาลัยรถ ซึ่งก็ทำให้เกิดความปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้นและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย 



ตัวอย่าง น้ำหอม CK One เป็นน้ำหอมที่แยกสำหรับผู้ชาย และผู้หญิง แต่ที่จริงแล้วน้ำหอมหลักก็มาจากต้นตำรับเดียวกันเพียงแต่ใช้กลไกล หรือเทคนิคการตลาดเพื่อใช้แยกประเภทของผู้ชายผู้หญิงออกจากกัน ดังนั้นผลิตภัณฑ์จึงดูเหมือนว่ามีความใหม่และแตกต่างกันได้






จะเห็นได้ว่าการใช้เทคนิคการรวมกัน เป็นวิธีการที่ค่อนข้างลงตัวและแยบยลมาก ผู้ที่คิดต้องค่อยคิดและมองอย่างละเอียด จนพบจุดที่เรียกว่า Unmet need ของลูกค้าได้จึงค่อยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ กระบวนการหรือการบริการใหม่ได้ตรงจุดของลูกค้า

การเชื่อมโยง Relation

การเชื่อมโยง เป็นเครื่องมืออันสุดท้ายที่นิยมใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการหรือบริการให้เกิดเป็นนวัตกรรม ส่วนใหญ่มักนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ หรือการบริการ วิธีการมักจะนำเอาของสองสิ่ง หรือวิธีการที่เกี่ยวข้องกันมารวมกันเป็นสิ่งใหม่ ซึ่งเราจะขออธิบายด้วยตัวอย่างน่าจะเข้าใจมากกว่า เรามาดูกันครับ

ตัวอย่าง แว่นตาที่ปรับสีได้ตามแสง ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้เกิดจากปัญหาว่าผู้ที่สวมแว่นตาอยู่แล้วเวลาออกไปอยู่กลางแจ้ง จะรู้สึกไม่สบายตาต้องพกแว่นอีกหนึ่งอันเพื่อใช้ใส่กันแดด ซึ่งทำให้เกิดความไม่สะดวกในการพกแว่นหลายอัน จึงเกิดความคิดที่จะใช้หลักการของความเข้มแสงมาทำปฏิกิริยาทางเคมีกับสารที่เคลือบบนผิวกระจกแว่นตาทำให้เกิดการปรับสีให้เข้มขึ้นเพื่อลดแสงที่จะเข้าตาให้ความเข้มแสงอ่อนลง เกิดความสบายตาเหมือนใส่แว่นกันแดด 

       ตัวอย่าง ร้านอาหารที่ขายของมึนเมา ที่มีช่วงเวลาในการขายที่เรียกว่า Happy Hours เพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย เช่น มีการกำหนดช่วงเวลา Happy Hours ในเวลา 16.00-19.00 น. ซึ่งทำให้นักดื่มที่มีเวลา(หรืออาจจะหนีงานไปกิน) สนใจที่จะไปกินก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนักดื่มส่วนใหญ่พอได้ดื่มแล้วทำให้รู้สึกติดลม ดังนั้นพอเลยเวลาแล้วถึงแม้ราคาแพงก็ไม่สนแล้วจึงทำให้เกิดยอดขายที่สูงขึ้นได้

ตัวอย่าง โปรโมชั่นมือถือต่างๆ ที่มักจะมีการระบุเวลาในการใช้งานกับราคาที่ได้ ซึ่งก็เป็นการสร้างยอดขาย โดยใช้วิธีเชื่อมโยงกันระหว่างเวลากับค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดแรงจูงใจในการใช้บริการได้อีกเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าในชีวิตเราก็มักจะพบกับ เทคนิคการเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการใหม่อยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคิดว่าหลังจากได้อ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าน่าจะมีความคิดใหม่ๆกับตัวผู้อ่านเองได้นะครับ


ตอนนี้ต้องบอกว่ายากมากครับเพราะต้องหาข้อมูลเยอะมาก ทำการบ้านตลอด แต่ต้องการให้ผู้อ่านได้รับความรู้และเกิดความกระจ่างมากขึ้นจะได้รู้ว่าผู้ที่คิดสิ่งใหม่ๆ เค้าคิดกันอย่างไร แต่ก็ต้องบอกก่อนนะครับ ว่าที่เขียนขึ้นมานี้เป็นเพียงผิวๆของนักคิด ในรายระเอียดในการคิดนั้นยังมีอีกมากครับถ้าจะให้เอามาเขียนต้องเป็นเล่มเลยเดี๋ยวจะเบื่อที่จะอ่านกันก่อน หรือเรียนกันเป็นปีเลยครับ ในตัวอย่างบางเรื่องก็ไม่ลงในรายละเอียดมากนักเพราะเกรงใจผู้รู้หรือผู้ที่อยู่ในวงการ อย่างเคยถ้าใครมีคำถามหรือสงสัยก็ถามมาได้ครับ

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นนวัตกรรม


การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นนวัตกรรม


การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นนวัตกรรม


เป็นอย่างไรบ้าง ผ่านมา 5 ตอนแล้ว ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเรื่องสำคัญทั้งนั้น พยายามที่จะไม่เน้นทฤษฎี เพื่อผู้ที่ไม่มีพื้นฐานจะได้ไม่เบื่อแต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนนะ ว่าการเขียนครั้งนี้ต้องการให้ความรู้จึงสอดแทรกภาษาอังกฤษเข้ามาบ้างนะครับเพื่อจะได้คุ้นตา และเขียนให้กระชับและตรงประเด็นที่สุดเพื่อจะเอาไปใช้งานจริงเป็นหลัก อยากให้อ่านแล้วเห็นภาพทดลองทำได้จริง ดังนั้นถ้าไม่เข้าใจหรือไม่ทันตรงไหนย้อนกลับไปอ่านดูกันตามสะดวก หรือถ้าไม่เข้าใจสงสัยอะไรถามเข้ามาได้ที่บล็อคแล้วจะได้ตอบเพื่อแบ่งปันให้คนอื่นได้รู้ทั่วกัน ในตอนนี้จะพูดถึงขั้นตอนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นนวัตกรรม (โดยจะมีบางส่วนจะต้องอ่านส่วนแรกมาก่อนถ้าอย่างนั้นจะไม่รู้เรื่องได้) ซึ่งในครั้งนี้เราจะใช้หลักการของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่มาอธิบาย โดยจะมีลำดับขั้นตอนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบ่งเป็นช่วงๆได้ดังนี้


    • การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ Product Creating
    • การต่อยอดทางธุรกิจ Commercialisation  Business 




การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ Product Creating

ในช่วงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นขั้นตอนที่จะต้องใช้ความคิดมาก เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่โดยผลิตภัณฑ์เหล่านั้นควรจะต้องใช้งานได้ในชีวิตจริง มิใช่แค่สร้างขึ้นมาเพื่อบอกกับใครๆว่า “ฉันสามารถสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ขึ้นมาได้เท่านั้น“ แต่เราควรสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม (หรือเพื่อเสริมสร้างรายได้ก็ไม่ว่ากัน) ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้เป็นนวัตกรรมนั้นก็จะมีลำดับขั้นตอนดังนี้

    • การกำเนิดความคิด Idea Generation
    • การประเมินเลือกสรรความคิดที่เป็นไปได้ Idea Screening
    • การนำความคิดมาทดสอบ Concept Testing

ซึ่งในแต่ละหัวข้อจะมีข้อมูลปลีกย่อยต่างๆ ซึ่งได้ทำการจัดหมวดหมู่ไว้ให้ตามรายละเอียดดังนี้
      • การกำเนิดความคิด Idea Generation
 




เป็นขั้นตอนที่ว่าด้วยเรื่องการตั้งคำถาม เพื่อให้เกิดแนวคิดหรือมุมมองใหม่ๆในการตั้งสมมุติฐาน การตั้งคำถามเพื่อจะหาแนวทางในการแก้ปัญหาได้ จะได้เป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จนนำไปสู่ความเป็นนวัตกรรมได้ ซึ่งที่มาของการตั้งคำถามนั้นอาจจะมาจาก ปัญหาที่เกิดจากผู้ใช้งาน จากผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ จากคู่แข่งของเรา จากพนักงานขาย ฝ่ายวิจัยและพัฒนา รวมไปถึงมุมมองของผู้บริหารระดับสูง เพราะฉะนั้นถึงได้เน้นว่าการตั้งคำถามเป็นสิ่งสำคัญ (ย้อนไปดูเรื่องการตั้งคำถามในบทก่อนหน้านี้) หลังจากที่เราได้คำถาม และค้นหาแนวทางในการแก้ปัญหาได้แล้ว ซึ่งเราก็ควรจะมีการคิดขึ้นมาหรือสร้างสรรค์แนวคิดขึ้นมาให้มากกว่า หนึ่งอย่างหรือควรจะมีให้มากที่สุดเท่าที่จะคิดได้ หลังจากนี้ก็จะไปสู่ขั้นตอนต่อไป

      • การประเมินเลือกสรรความคิดที่เป็นไปได้ Idea Screening 

การประเมินเลือกสรรความคิดที่เป็นไปได้นั้นจะเป็นขั้นตอนที่จะคัดเลือกความคิดที่คิดขึ้นมาได้ทั้งหมดโดยจะมีหลักในการเลือกสรรของความคิดเบื้องต้นคือ

    • มีความน่าสนใจ
    • มีความแปลกใหม่หรือไม่
    • แนวคิดไปลอกเลียนแบบ หรือซ้ำกับงานของผู้อื่นหรือไม่
    • สามารถแตกความคิด หรือแนวทางการใช้งานได้ีกหรือไม่
    • สามารถระบุผู้ใช้งานที่ชัดเจนหรือไม่

เจ้าพ่อแห่งวงการออกแบบ Dieter Rams (ซึ่งมีผลงานในการออกแบบมากกว่า 500 ชิ้น) ก็ได้กล่าวถึงศาสตร์ของผู้ใช้งาน (User-centered Design) ควรจะมีการออกแบบให้เข้ากับผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นๆเป็นหลัก และที่น่าสนใจมากคือท่านได้ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่น่าสนใจไว้ว่า “ Good design is as little design as possible”
ดังนั้นในขั้นตอนนี้เราจะตัดความคิดที่ไม่เข้าข่ายของหลักในการเลือกสรรออกให้เหลือเฉพาะที่เป็นไปได้ สามารถทำ หรือสร้างได้จริงก่อน แต่ไม่ใช่ว่าส่วนที่เราตัดไปจะใช้ไม่ได้เลยซะทีเดียวความคิดที่ตัดไปอาจนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในอนาคตก็เป็นไปได้

      • การนำความคิดมาทดสอบ Concept Testing 


เป็นขั้นตอนในการนำความคิดมาทดสอบ โดยนำความคิดที่ผ่านขบวนการในการคัดเลือกมาทำการทดสอบ
    • มีความเป็นไปได้จริง
    • มีประโยชน์ต่อผู้ใช้จริง
    • ผู้ใช้สามารถจับต้องได้ (มีความสามารถในการซื้อได้จริง)
    • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (เป็นหัวข้อที่จำเป็นมากในปัจจุบัน)
    • สามารถระบุคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ได้หรือไม่
    • สามารถสร้างขึ้นมาได้จริง (ในช่วงเวลาที่คิดขึ้นมาหรือไม่)

การต่อยอดทางธุรกิจ Commercialisation  Business

การต่อยอดทางธุรกิจ เป็นการนำเอาสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นนำมาต่อยอดในเชิงธุรกิจโดยการขายเป็นหลักไม่ว่าจะขายในเชิงแนวคิด หรือขายเพื่อให้ในได้สิ่งที่สามารถแลกเปลี่ยนหรือสิ่งตอบแทนต่างๆ  ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้ที่คิดออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์จนเป็นนวัตกรรม สามารถทำได้ดีในช่วงการสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรม แต่มักจะตกม้าตายตอนจบเพราะส่วนใหญ่มักจะอ้างว่า “ผมขายของไม่เป็น, ดิฉันไม่รู้จักวิธีการขาย หรือไม่มีทุนในการสร้างธุรกิจ” ซึ่งจริงๆตรงนี้ก็ถือว่ายากจริงๆ แต่ก็อย่าได้ท้อ เรามาดูกันว่าเค้ามีขั้นตอนอย่างไรกันบ้าง เผื่อจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็เป็นไปได้ ขั้นตอนในการต่อยอดทางธุรกิจก็จะมีดังต่อไปนี้ 

    • การวิเคราะห์ทางธุรกิจ Business Analysis
    • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Product Development
    • การทดสอบทางการตลาด Test Marketing
    • การต่อยอดเชิงพาณิชย์ Commercialisation 
    • การทบทวนความสามารถของตลาด Review of Marketing Performance

ในแต่ละหัวข้อจะมีข้อมูลปลีกย่อยต่างๆ ซึ่งได้ทำการจัดหมวดหมู่ไว้ให้ตามรายละเอียดดังนี้

การวิเคราะห์ทางธุรกิจ Business Analysis 


ในการวิเคราะห์ทางธุรกิจนั้นเป็นการวิเคราะห์โดยเราจะใช้หลัก SWOT (SWOT คืออะไร ?? “SWOT” มาจากตัวอักษรย่อของคำ 4 คำคือ Strengths (จุดแข็ง), Weaknesses (จุดอ่อน), Opportunities (โอกาส), Threats (อุปสรรค) SWOT คือ เทคนิคการวิเคราะห์ทางการตลาด) ที่ว่าด้วยเรื่องการเปรียบเทียบของจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรคในการทำตลาด, การวิเคราะห์ตำแหน่งในการทำตลาด (STP คือ กลยุทธ์ในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ย่อมาจาก Segmentation การแบ่งส่วนการตลาด, Targeting กลุ่มเป้าหมายที่ได้จากการแบ่งกลุ่ม, และ Positioning การกำหนดตำแหน่งหรือจุดยืนของสินค้าต่อกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด) การวิเคราะห์นั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ว่าจะทำวิเคราะห์อะไรก่อนก็ได้ แต่สุดท้ายต้องได้ข้อสรุปว่าผลิตภัณฑ์ที่คิดขึ้นมาใหม่นั้นสมควรจะออกตลาดหรือไม่ จะต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติมอีก (เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เกิดความสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งในความเป็นจริงส่วนใหญ่จะนำออกตลาดตั้งแต่มีความสมบูรณ์เพียงแค่ร้อยละ 70 ก็ผลิตออกมาก่อนแล้วไม่งั้นจะไม่มีอะไรกิน)

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Product Development 



การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นนี้จะเป็นการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายก่อนผลิตจริงในเชิงอุตสาหกรรม(หรือจะเป็นอุตส่าหากรรมก็ไม่รู้นะ) จะเป็นการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานเป็นหลักใหญ่ที่เหลือก็อาจจะเป็นเรื่องขั้นตอนในการผลิต ต้นทุนในการผลิต บรรจุภัณฑ์ การจัดส่ง การวางจำหน่าย ไปจนถึงราคาขายไปถึงผู้ใช้งาน ในขั้นตอนนี้จะมีความยุ่งยากสำหรับนักออกแบบพอสมควร อย่างที่เคยบอก ศาสตร์และศิลป์ ต้องใช้ในขั้นตอนนี้อย่างจริงจังกันเลย

การทดสอบทางการตลาด Test Marketing 


การทดสอบทางการตลาด เป็นการนำเอาผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขั้นสุดท้ายแล้ว นำไปให้ผู้ใช้ได้ทดลองใช้งานจริง โดยอาจจะมีการกำหนดกลุ่มผู้ใช้ ทำเลที่จะจัดจำหน่าย กลุ่มเป้าหมายที่คาดหวัง ช่วงเวลาในการทำตลาด(สินค้าบางอย่างอาจจะขึ้นกับฤดูกาล) เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆโดยมีระยะเวลากำหนดอย่างชัดเจน เพื่อหาจุดเด่น จุดด้อย ในการปรับปรุงก่อนการวางตลาดจริง ในขั้นตอนนี้จะต้องนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนอย่างละเอียด เพื่อให้การวางแผนการตลาดเป็นไปอย่างดี รวมไปถึงกลยุทธ์ในการทำตลาดต่างๆ


การต่อยอดเชิงพาณิชย์ Commercialisation

การต่อยอดเชิงพาณิชย์เป็นขั้นตอนในการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์จริง โดยการนำเอา SWOT มาวิเคราะห์ ข้อดี ข้อเสีย หรือจุดอ่อน จุดแข็ง รวมไปถึงโอกาส และอุปสรรค มาพิจารณาปรับปรุงวางแผนการตลาด กลยุทธ์ในการทำตลาด ในการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์จริง หลังจากนั้นต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของผู้บริโภคหรือผู้ใช้ว่าเป็นไปตามที่ได้วางแผนไว้หรือไม่

การทบทวนความสามารถของตลาด Review of Marketing Performance 


การทบทวนความสามารถของตลาด หลังจากการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้วซักระยะเวลาหนึ่งเราควรจะมีข้อมูลของผู้บริโภคหรือผู้ใช้ว่าเป็นมีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์อย่างไร เราควรจะนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาทำการพิจารณาเพื่อไว้ใช้ในการปรับปรุงในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์ หรือวิธีการในการทำตลาดต่างเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดยอดการจำหน่ายที่ดีขึ้นต่อไป


เป็นอย่างไรบ้างกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้เป็นนวัตกรรมค่อนข้างเยอะในรายละเอียดซึ่งพยายามคัดเอาแต่เนื้อๆมาให้อ่านกัน และค่อนข้างอัดแน่นมากเลย ต้องค่อยๆอ่าน ค่อยๆย่อยเอานะ ยังมีอีกเยอะจะทยอยเขียนออกมาเรื่อยๆ ตามสภาพเวลาที่จะอำนวยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่าน ขอให้ประสบผลสำเร็จกันถ้วนทั่ว

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การกำเนิดหรือการสร้างความคิด ในการออกแบบ(ต่อ)


การกำเนิดหรือการสร้างความคิด ในการออกแบบ(ต่อ)


การสร้างสรรค์ด้วยศิลป์



จากครั้งที่แล้วคุยกันในเรื่องของการกำเนิดหรือการสร้างสรรค์ความคิด จนสามารถสร้างให้เกิดเป็นนวัตกรรมต่างๆได้ และอย่างที่เราเคยรู้ว่าสิ่งของทุกอย่างในโลกเกิดจาก ศาสตร์และศิลป์ ซึ่งได้รวมตัวกันจนเกิดเป็นชิ้นงานต่างๆ ซึ่งได้กล่าวถึงศาสตร์กันไปแล้ว ก็ได้รับเสียงสะท้อนมาจากหลายๆท่านที่บอกกล่าวกันมา ให้ช่วยแนะนำตัวอย่างให้ดูกันหน่อยว่ามีวิธีการอย่างไร ดังนั้นจะค่อยๆ นำมาแนะนำให้รู้จักกัน คอยติดตามกันต่อไป ทีนี้เราจะมาเริ่มต่อในเรื่องของศิลป์หรือศิลปะ(ในที่นี้ของใช้คำว่าศิลป์) ซึ่งในส่วนของศิลป์นั้นส่วนใหญ่มาจากอารมณ์ ความชอบ ความอยาก และความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผู้ที่มีศิลปะอยู่ในหัวใจมักจะเป็นคนที่ละเอียดอ่อน เป็นคนช่างสังเกตุ ช่างจดช่างจำ ถ้าคนที่ไม่มีความเป็นศิลปะเลยก็ไม่ใช่ว่าจะเรียนกันไม่ได้ ถ้าไม่อย่างนั้น สถาบันสอนศิลปะทั้งหลายคงจะปิดกันหมดแล้ว และการเรียนศิลปะให้ดีก็น่าจะเรียนกันตั้งแต่เด็กๆ เช่นการเรียนวาดรูป ดนตรี การร่ายรำ การเต้น เป็นต้น ก็จะช่วยให้เกิดการปลูกฝังความรู้ ความสามารถในแต่ละบุคคลได้ตั้งแต่ยังเด็กให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีความละเอียดอ่อนในอารมณ์ ทำให้มีพื้นฐานในการคิดจนสามารถดัดแปลงหรือสร้างสรรค์งานต่างๆได้ง่ายขึ้น ซึ่งในเรื่องของศิลป์ หรือศิลปะ แล้วแต่จะเรียกใช้กัน ก็มีที่มา จากสัมผัสทั้งห้า ซึ่งที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว ซึ่งได้แก่

สัมผัสทั้งห้า (The Five Senses) 



  • รูป (Sight)
  • รส (Taste)
  • กลิ่น (Smell)
  • เสียง (Hearing)
  • สัมผัส (Touch)

ทีนี้เราจะมาดูกันว่าแต่ละเรื่องจะมีรายละเอียดอะไรกันบ้าง เริ่มกันเลยนะ

รูป (Sight)


รูป ในที่นี้เราจะหมายถึง รูปร่าง, รูปลักษณะ, รูปทรง, การใช้สีสัน, ความใกล้-ไกลที่ตาสามารถมองเห็นได้  ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งมาก ซึ่งในทางศิลปะจะมีการตีความได้มากมาย ซึ่งเราจะไม่ลงลึกไปในรายละเอียดนะ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นวิชาสอนศิลปะกันไปเลย จะยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันเช่น ถ้าจะต้องออกแบบ โทรศัพท์มือถือซักเครื่อง คิดว่าผู้ใช้หรือเราเองก็ตาม ถ้าออกแบบโทรศัพท์รูปทรงสี่เหลี่ยมๆ มีสีขาวหรือดำอย่างเดียว ไร้ซึ่งความโค้ง ความมนของเหลี่ยมมุม และมีสีสันที่สดใสน่าใช้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องบอกว่าคนส่วนใหญ่ก็คงไม่อยากได้(แต่อาจจะมีบางคนบอกว่าฉันอยากได้ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามนะ) ดังนั้นจึงมีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่จะเกิดตามขึ้นมาด้วยเพื่อ ค้ำคอผู้ออกแบบว่า จะต้องทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้อยากได้ หรืออยากนำไปใช้งาน ซึ่งบางครั้ง หรือหลายๆครั้งก็จะไปขัดใจผู้ออกแบบทางด้านเทคนิคอีก ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั่วไป โดยทั่วไปก็จะมีลักษณะดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ซึ่งในบางกรณีอาจจะมีการฉีกแนวไปมากกว่านี้ได้อีกในอนาคตซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบ และความต้องการของผู้ใช้หรือลูกค้าเป็นหลัก มีดังนี้

      • รูปลักษณ์
      • สีสัน
      • แสง มืด สว่าง
      • ขนาด


รส (Taste)


รส ในที่นี้หมายถึง รสชาติ ที่เราสามารถรับรู้ได้จากการชิม ซึ่งจะมีอวัยวะในการรับรู้คือลิ้นของคนเรานั่นเอง ซึ่งก็จะเป็นอีกแขนงหนึ่งของศิลปะ เช่นในการปรุงอาหารนั้น นอกจาก รูปลักษณ์หน้าตาของอาหารในแต่ละจานจะมีความสำคัญแล้วที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ รสชาติของอาหารต้องมีความอร่อย รสชาติควรจะกลมกล่อม เป็นไปตามความเหมาะสมของแต่ละจานของอาหารจานนั้นๆ เพราะถ้ามีรสชาติใดที่มีความเกินพอดีก็จะกลายเป็นไม่อร่อยทันที ซึ่งในแต่ละจานนั้นผู้คิดจะต้องมีความตั้งใจ หรือความคาดหวัง ที่แตกต่างกัน ซึ่งในแง่มุมของรสชาติในการออกแบบ อาจมีส่วนผสมของรสชาติต่างๆอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งรสชาติมาตราฐานที่เรารู้จักกันได้แก่

      • จืด
      • ขม
      • เค็ม
      • เปรี้ยว
      • หวาน
      • มัน
      • เผ็ด
      • ร้อน
      • เย็น

กลิ่น (Smell)


กลิ่น ในที่นี้เราจะหมายถึง กลิ่นต่างๆที่เราสามารถรับรู้ได้จากการดมกลิ่น ซึ่งจะใช้อวัยวะในการดมคือจมูกของเรา(ผู้อ่านอาจจะคิดว่าถ้าไม่เอาจมูกดม แล้วจะใช้อะไรดม) นี่ก็เป็นอีกแขนงของศิลปะนะครับ เช่นผู้ที่คิดสูตรปรุงน้ำหอมต่างๆ ก็จะต้องมีการออกแบบเหมือนกันนะครับว่าควรจะมีกลิ่นของน้ำหอมอย่างไร ให้เหมาะสมกับการใช้งาน หรือพ่อครัวที่จะต้องคิดอาหารจานใหม่ก็จะคิดเหมือกันว่าควรจะมีหน้าตาอย่างไร รสชาติแบบไหนและควรจะมีกลิ่นอย่างไร ในแง่ของกลิ่นนั้นก็จะมีมาตราฐานเบื้องต้น ในการเริ่มต้นคิดได้แก่

        • กลิ่นหอม
        • กลิ่นฉุน
        • กลิ่นเหม็น
        • กลิ่นอับ
        • กลิ่นสดชื่น

เสียง (Hearing)


เสียง ในที่นี้เราจะหมายถึง เสียงต่างๆที่เราสามารถรับรู้ได้จาก อวัยวะที่ใช้ในการฟังคือหูของเรา อันนี้ก็เป็นอีกแขนงหนึ่งซึ่งบางคนอาจจะบอกว่ามีความละเอียดอ่อนมาก เช่นผู้ที่ชื่นชอบในการฟังเพลง มักจะค้นหาเครื่องเสียงที่มีคุณภาพที่ดี ตามแต่ฐานะอันพึงมีพึงได้ มาฟังกัน ซึ่งผู้ออกแบบเครื่องเสียงแต่ละระดับก็มักจะออกมาโฆษณาคุณสมบัติ หรือคุณภาพของเครื่องเสียงของตัวเองว่าดีอย่างไร(เช่น เสียงดีจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเข็มตกพื้น เสียงหายใจของนักร้อง เสียงเป็นธรรมชาติเหมือนมีวงดนตรีมาเล่นอยู่ข้างหน้า เป็นต้น) ในการออกแบบด้านเสียงนั้นก็จะมีมาตราฐานเบื้องต้นในการออกแบบเช่นกัน แต่มาตราฐานในการออกแบบด้านเสียงทั่วไป ได้แก่

        • ความดังของเสียง(ความดัง หรือความเงียบ)
        • คุณภาพของเสียง(ความสมจริงของเสียง)

สัมผัส (Touch)


สัมผัส ในที่นี้เราจะหมายถึง สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้จากการสัมผัสทางกาย โดยผ่านอวัยวะการรับรู้ด้วยมือ และร่างกายของเรา การสัมผัสด้วยมือหรือร่างกายนั้น ก็จะเป็นอีกศิลปะแขนงหนึ่งที่มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้สัมผัสอื่นที่ผ่านมา เช่นผู้ที่ออกแบบเสื้อผ้านั้นก็คำนึงถึงสัมผัสของเนื้อผ้าว่าอยากให้มีลักษณะเช่นไร เพื่อให้ผู้สวมใส่รู้สึกอ่อนนุ่มมีความสบาย สามารถถ่ายเทอากาศได้ดีไม่ร้อน หรือไม่หนาวจนเกินไป หรือในการออกแบบเก้าอี้สำหรับนั่งทำงาน ก็มีวัตถุประสงค์ที่ไม่เหมือนกับเก้าอี้ที่ใช้สำหรับพักผ่อน เพราะฉะนั้นก็จะคำนึงถึง สัมผัสที่ผู้ใช้รับรู้ได้ที่ไม่เหมือนกัน ในการออกแบบด้านสัมผัสนั้นก็จะมีมาตราฐานเบื้องต้นในการออกแบบได้แก่

      • อ่อน แข็ง
      • นิ่มนวล ขรุขระ
      • เปียก ชื้น แห้ง
      • ร้อน เย็น
      • รู้สึกสบาย หรือไม่สบาย

นอกจาก สัมผัสทั้งห้า ที่เป็นต้นกำเนิดเบื้องต้นในการออกแบบแห่งศิลป์นั้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆที่เป็นส่วนเพิ่มเติมอีก ที่สามารถนำมาช่วยเป็นแหล่งเสริมในการกำเนิดความคิดทางด้านศิลปะซึ่งในที่นี้จะขอเสนอให้ได้รับทราบกัน ได้แก่

  • แรงบันดาลใจ (Inspiration)
  • ความรักและความหลงไหล (Love & Fascination)
  • ประสบการณ์ (Experience)

ซึ่งในแต่ละหัวข้อดังกล่าว ก็จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แรงบันดาลใจ (Inspiration)


แรงบันดาลใจ ในที่นี้เราจะหมายถึง แรงที่ผลักดันให้เราทำในสิ่งนั้นๆ ที่เราคิดขึ้นมาได้โดยตั้งใจหรือบังเอิญก็ตาม ซึ่งเกิดจากอารมณ์ เป็นแรงผลักดันำให้เรามีอารมณ์อยากคิด หรือเกิดอารมณ์ที่อยากจะทำให้สำเร็จด้วย ซึ่งในแต่ละบุคคลก็จะมีความอยากที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นหลัก ต่อไปก็คือสิ่งเร้าต่างๆ ตัวอย่างเช่น เกิดปัญหาขึ้นบางอย่างกับคนที่รัก และอยากแก้ปัญหานั้นๆให้สำเร็จ หรือเพื่อลดหรือแก้ปัญหานั้นให้ได้ ก็จะเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาได้ หรือทำงานอยู่ตรงนั้นทุกวัน และทำการลองผิดลองถูกกับปัญหานั้นๆจนเจอทางแก้ที่เหมาะสมกับงานที่ตัวเองทำ นั่นก็เกิดจากแรงบันดาลใจได้เช่นกัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจโดยทั่วไปได้แก่

      • อารมณ์ในขณะนั้น
      • ปัญหาที่พบ
      • การทำซ้ำๆ จนเจอทางออก
      • แรงผลักดัน

ความรักและความหลงไหล (Love & Fascination)


ความรักและความหลงไหล ในที่นี้เราจะหมายถึง ความชอบ ความสนใจ ในบางสิ่งหรือบางเรื่องอย่างจริงจัง สนใจ และตั้งใจฝักใฝ่ กับเรื่องนั้นๆ จนมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องนั้นๆจนเกิดเป็นทักษะมีความรู้ลึก รู้กว้าง และรู้จริง ในเรื่องนั้นๆ แบบว่าถามอะไรมาตอบได้ทุกเรื่องเป็นพวกแฟนพันธุ์แท้กันเลยทีเดียว พวกนี้ก็มักจะเกิดมาจากอารมณ์มาก่อนเหตุผล (ประเภทเดียวกับศิลปิน) แต่เป็นในแง่บวกนะ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ความเร็วสูง จนสามารถออกแบบรถที่เป็นในแบบจินตนาการของตัวเองได้ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดความรักและความหลงไหลนั้นโดยทั่วไปได้แก่

      • ความชอบ
      • ความใฝ่รู้ ชอบศึกษา
      • มีจินตนาการในสิ่งที่ชอบ

ประสบการณ์ (Experience)


ประสบการณ์ ในที่นี้เราจะหมายถึง ความสามารถที่ได้มาจากประสบการณ์จนสามารถคิดต่อยอดความรู้ของตัวเองได้ จนสามารถสร้างสรรค์เป็นสิ่งประดิษฐ์ บริการ หรือกระบวนการใหม่ๆได้ โดยได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นๆ ซึ่งคนกลุ่มที่มีประสบการณ์นี้จะมีความสามารถในการพัฒนาเพื่อให้สร้างสรรค์นวัตกรรมได้รวดเร็วที่สุด ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดประสบการณ์นั้นโดยทั่วไปได้แก่

      • การพบปัญหาบ่อยๆ เจอปัญหาใหม่ๆอยู่เสมอ
      • เมื่อพบปัญหาแล้วสามารถแก้ปัญหาได้
      • มีความละเอียดรอบครอบในการวิเคราะห์ปัญหา
      • มีความใจเย็น
      • มองปัญหาในแง่บวก (ทุกปัญหามีทางแก้ ไม่ใช่ทุกทางแก้คือปัญหา)

จะเห็นได้ว่าจากที่กล่าวมานั้นจะมีปัจจัยหลากหลายมาก และในการออกแบบนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องนำทุกหัวข้อมาใช้นะครับ ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เราพบ กับพื้นฐานความรู้ ความสามารถในตัวเราหรือผู้ออกแบบ ว่าจะมีมากน้อยแค่ไหนด้วยต้องค่อยๆฝึก ค่อยๆทำ ก็จะค่อบๆชำนาญ จนกลายเป็นเชี่ยวชาญได้ครับ ทีนี้เรามาดูตัวอย่างกันดีกว่า ตัวอย่างที่จะนำมาให้เป็นตัวอย่างนี้มาจากพัดลมชื่อดังจากฝั่งอเมริกา 

ตัวอย่างการออกแบบ พัดลม Dyson 





เกิดจากปัญหาว่าเด็กมักชอบเอานิ้วเข้าไปแหย่ในพัดลม ทำให้เกิดอันตราแก่เด็กได้ง่าย จึงมีแนวคิดว่าทำอย่างไรให้พัดลมมีความปลอดภัย ถ้าต้องการให้มีแรงลมที่ดีกว่าเดิม รูปทรงสวยงาม น่าใช้ ประหยัดไฟ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม




  • ในทางศาสตร์ ก็คือทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ เช่น วิศวกรรมไฟฟ้า เครื่องกล อิเลคทรอนิคส์ จึงเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดย คิดแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไร โดย
วิศวกรไฟฟ้า ดูแลเรื่องตำแหน่งของใบพัดและมอเตอร์ เนื่องจากใบพัดของพัดลมเป็นแหล่งกำเนิดของลม จะตัดออกไปก็ทำไม่ได้จึงต้องใช้วิธีย้ายจุดของใบพัดลงไปไว้ในตำแหน่งข้างล่าง และออกแบบมอเตอร์ใหม่ให้มีขนาดเล็กลงมีความเร็วรอบที่สูงขึ้นแต่ต้องประหยัดกว่าเดิม และต้องมีเสียงเบาที่สุด
วิศวกรเครื่องกล ทำหน้าที่ออกแบบใบพัดใหม่ เลือกวัสดุที่จะนำมาใช้ ให้สามารถกำเนิดแรงลมให้ดียิ่งขึ้นในขนาดที่เล็กลงจากเดิม มีน้ำหนักเบา จากนั้นออกแบบทางทางการไหลของลมใหม่ และต้องมีเสียงเบาที่สุด



วิศวกรอิเลคทรอนิคส์ ทำหน้าที่ออกแบบความคุมการทำงานของพัดลม เคลื่อนย้ายง่าย ควบคุมง่าย 




  • ในทางศิลป์นั้น วิศวกรต้องรับหน้าที่ออกแบบทางศิลป์ร่วมกับนักออกแบบผลิตภัณฑ์ในเบื้องต้นด้วยเพราะเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของพัดลมโดยตรง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ในเรื่องของสัมผัสทั้งห้าเช่น
รูปทรง ต้องดูสวย มีสีสัน น่าใช้ อาจเพิ่มโคมไฟเข้าไปด้วยเพื่อความสวยงาม
รสชาติ ในกรณีนี้ไม่ต้องใช้กับพัดลม
กลิ่น ในกรณีนี้ไม่ต้องใช้กับพัดลม (อาจเพิ่มกลิ่นเข้าไปได้ในอนาคต)
เสียง ต้องทำให้ไม่เกิดเสียง หรือเกิดเสียงเบาหรือน้อยที่สุด (อาจเพิ่มเสียงเข้าไปได้ในอนาคต)
สัมผัส ต้องมีความเย็น หรือลมที่แรงกว่าเดิม

ในปัจจัยส่วนเสริม

  • แรงบันดาลใจ (Inspiration) หลังจากที่มองเห็นปัญหา ที่เป็นช่องทางในการพัฒนาและผู้ผลิตมีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดเป็นนวัตกรรม เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์เอง และสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กร
  • ความรักและความหลงไหล (Love & Fascination) เกิดจากการมีจินตนาการ และมีความชอบในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ
  • ประสบการณ์ (Experience) เนื่องจากผู้ผลิตเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการออกแบบผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่คิดสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายและเร็วกว่าคนอื่น


จากการนำเสนอที่ผ่านมานี้ หวังว่าทุกท่านคงจะได้รับความรู้ และประโยชน์กันไปบ้างไม่มากก็น้อย หากมีส่วนใดที่สงสัย หรือที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกใจ ช่วยกันติชมมาด้วยนะครับ ในตอนถัดไปเราจะมาคุยกันในส่วนของขั้นตอนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ว่าเราจะมีขั้นตอนอย่างไรกันบ้าง






วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การกำเนิดหรือการสร้างความคิด ในการออกแบบ


การกำเนิดหรือการสร้างความคิด ในการออกแบบ

หลังจากที่เรียนรู้ที่มาของนวัตกรรม การจัดหมวดหมู่ของนวัตกรรม และวิธีในการตั้งคำถามกันแล้ว (ใครที่ยังไม่ได้อ่านไปหาอ่านย้อนหลังได้ครับ) ต่อไปจะพูดถึงเรื่องการออกแบบว่าจะมีที่มาอย่างไรบ้าง จะเรียกขั้นตอนนี้ว่า ขั้นตอนการสร้าง หรือการกำเนิดของความคิดโดยในการคิดอะไรก็ตามจะต้องมีแหล่งกำเนิดของความคิดหรือที่มาของความคิด แรงบันดาลใจ ปัญหาที่อยากจะแก้ไข (หรืออื่นอีกมากมาย) แล้วแต่เทคนิคของแต่ละสำนักจะแนะนำ สำหรับตอนนี้อยากแนะนำ หลักการหนึ่งที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว ซึ่งของทุกสิ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากสองสิ่งคือ 

ศาสตร์ และ ศิลป์ 


ซึ่งของทั้งสองสิ่งมักจะมาคู่กันเสมอเพียงแต่เราไม่สามารถแยกออกได้ว่า ของแต่ละอย่างในมุมมองของเรามันใช้ศาสตร์กี่เปอร์เซ็นต์ และศิลปะกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีหลักการชัดเจน ซึ่งทั้งหมดขึ้นกับความพอใจของผู้ออกแบบและความพอใจของผู้ใช้งาน ซึ่งนั่นก็คือความรู้สึก ที่ไม่สามารถจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอันแค่รับรู้ได้จากความรู้สึก หรืออารมณ์ ซึ่งอาจจะมีเหตุผลได้ในบางครั้ง หรืออาจจะเกิดจากความจำเป็นในการใช้งานของสิ่งที่ผู้ออกแบบอยากให้เป็น ขออนุญาตอัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชฯ 



ซึ่งในแต่ละหัวข้อของทั้งศาสตร์และศิลป์ สามารถแยกที่มาได้ดังนี้


ศาสตร์ 

ศาสตร์ในที่นี้เราจะกล่าวถึง วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์ หรือวิทยาการต่างๆ หลักการในการคิดประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีต่างๆที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์ที่จะผลิตขึ้นมาในโลก ซึ่งกว่าจะมาเป็นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆล้วนแต่ต้องมาจากการตั้งคำถามทั้งสิ้น ซึ่งเราสามารถใช้เทคนิคของ 5 W 1 H ในการเริ่มต้นตั้งคำถาม เพื่อใช้ในการหาแรงบันดาลใจ หรือมองหาปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้น

 

5 W 1H

What (อะไร)
Where (ที่ไหน)
When (เมื่อไหร่)
Why (ทำไม)
Who (ใคร)
How (อย่างไร)

จะเห็นว่า 5 W 1 H จะเป็นหัวข้อที่ใช้ในการตั้งคำถามทั้งสิ้น ซึ่งคำถามที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็จะกลายเป็นโจทย์สำหรับใช้ในการแก้ปัญหาในเชิงของศาสตร์ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเชิงของเหตุและผลเป็นหลัก 

นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอีกที่มีผลในการออกแบบ ซึ่งมาจากส่วนของผู้ออกแบบมีผลกระทบโดยตรงในส่วนของศาสตร์ ได้แก่
      • ความรู้เบื้องต้น (Basic Knowledge)
      • ทักษะเบื้องต้น (Basic Skills)
      • ความต้องการของผู้ใช้ (User Want/Need)
      • ปัญหาที่พบหรือสิ่งที่ต้องการปรับปรุง (Problem / Improvement)
      • ประสบการณ์ (Experience)
      • แรงบันดาลใจ (Inspiration)

มาเริ่มต้นกันเลย จาก 5 W 1 H 

What อะไร ตัวอย่างในการคิดถึง “อะไร” เราอาจจะเริ่มจากสิ่งที่เราจะคิดถามกันก่อนว่า ใช้ถามอาชีพ ชื่อบุคคล สัญชาติ สิ่งของ เวลา สิ่งที่ชอบ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ วัน วันที่ เดือน เช่น คิดจะทำอะไร หรือ จุดประสงค์คืออะไร ต้องใช้ความรู้อะไร ปัญหาที่พบคืออะไร ต้องการปรับปรุงหรือพัฒนาอะไร ให้หาคำถามที่เกี่ยวกับ “ อะไร “ ให้มากที่สุด


Where ที่ไหน ตัวอย่างในการคิดถึง “ที่ไหน” เราอาจจะเริ่มจาก ใช้ถามเมื่อต้องการทราบเกี่ยวกับสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ หรือที่ที่จะไปถึงไปสู่ เวลาตอบจะต้องตอบเป็นชื่อของสถานที่ต่างๆ เช่น ชื่อถนน ชื่อเมือง ชื่อประเทศ ฯลฯ สิ่งที่คิดขึ้นมานี้จะใช้ที่ไหน เหมาะจะใช้ที่ไหน อาจจะเป็นบริเวณพื้นที่ต่างๆ อวัยวะต่างๆ สถานที่ต่างๆ ให้หาคำถามที่เกี่ยวกับ “ ที่ไหน “ ให้มากที่สุด


When เมื่อไหร่ ตัวอย่างในการคิดถึง “เมื่อไหร่” เราอาจจะเริ่มจาก ใช้ถามเมื่อต้องการทราบเกี่ยวกับเวลา ก็จะเป็นที่มาของการตั้งคำถาม ตั้งแต่เราจะแก้ปัญหาเมื่อไหร่ เมื่อไหร่ควรจะใช้วิธีการใหม่ เมื่อไหร่ต้องใช้ความคิดหรือสิ่งประดิษฐ์ เมื่อไหร่ถึงควรจะปรับปรุงหรือพัฒนา


Why ทำไม ตัวอย่างในการคิดถึง “ทำไม” เราอาจจะเริ่มจาก มีความหมายว่า “ทำไม”  หรือ “เพราะอะไร” ใช้ถามเมื่อต้องการทราบเหตุผล สาเหตุ หรือจุดประสงค์ทำไม ต้องเป็นแนวความคิดนี้ เป็นแนวคิดอื่นๆได้หรือไม่ มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร ทำไมจึงเกิดปัญหานี้ ตั้งคำถามให้ได้จนเจอต้นตอของปัญหายิ่งดี เพราะนั่นจะทำให้เราออกแบบได้ง่ายขึ้น ให้หาคำถามที่เกี่ยวกับ “ ทำไม“ ให้มากที่สุด


Who ใคร ตัวอย่างในการคิดถึง “ใคร” เราอาจจะเริ่มจาก ใช้ขึ้นต้นประโยคคำถามเมื่อต้องการทราบว่าใครหรือคนใดเช่น ใครคือเป็นต้นเหตุของปัญหา ใครคือผู้ปฏิบัติ ต้องมีใครเป็นตัวช่วย


How อย่างไร ตัวอย่างในการคิดถึง “อย่างไร” เราอาจจะเริ่มจาก มีความหมายว่า อย่างไร เท่าใด แค่ไหน ใช้ถามเพื่อต้องการทราบถึงวิธีการ ลักษณะของบุคคล ถามอายุ ความสูง น้ำหนัก ความยาว ระยะทาง จะแก้ปัญหาได้อย่างไร มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ต้องมีความรู้อย่างไร ต้องปรับปรุงอย่างไร ความต้องการเป็นอย่างไร 


นอกจาก 5 W 1 H ในส่วนที่เพิ่มเติมมาอีกจะเริ่มจาก

      • ความรู้เกี่ยวเนื่องเบื้องต้น (Basic Knowledge) 



ความรู้เกี่ยวเนื่องเบื้องต้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการออกแบบโดยส่วนใหญ่จะเป็นความรู้ในสาขา หรือความรู้ในศาสตร์ที่จะใช้ในการประดิษฐ์นั้นๆ ซึ่งผู้ที่คิดหรือผู้ที่จะออกแบบในแต่ละเรื่องควรจะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม โดยในปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากกว่าสมัยก่อน มีหนังสือ มีงานวิจัยที่ช่วยสนับสนุน มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูลรวมทั้งตัวอย่างต่างๆได้ง่ายทำให้สะดวกมากขึ้น ลดระยะเวลาในการค้นคว้า ลดการเดินทาง และค่าใช้จ่ายไปได้อย่างมาก

      • ความรู้ทักษะเบื้องต้น (Basic Skills) 


ความรู้เกี่ยวกับทักษะในแต่ละศาสตร์ นั้นหมายถึง การเข้าใจและรู้จักในการใช้งานศาสตร์นั้นๆ เช่นคุณรู้จักวิธีการขับรถยนต์ แต่ถ้าคุณไม่เคยขับรถมาก่อนคุณจะรู้ถึงขั้นตอนที่แท้จริงของการขับรถหรือไม่ หรือจะรู้ถึงวิธีที่จะขับรถได้ปลอดภัยอย่างไรของรถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อก็มีเทคนิคหรือวิธีการที่แตกต่างกันอีก ดังนั้นคุณต้องมีความรู้ในทักษะของการใช้ความรู้แต่ละสาขาวิชาอย่างน้อยต้องรู้ในระดับเบื้องต้นก่อนที่จะไปคิดต่อยอดต่างๆได้

      • ความต้องการของผู้ใช้ (User Want/Need)





ความต้องการของผู้ใช้ ถือเป็นปัจจัยต้นๆในการออกแบบ หรือพัฒนา เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน โดยจะต้องเรียนรู้และเข้าใจมุมมองของผู้ใช้งานด้วยว่ามีความต้องการอะไร หรือในบางครั้งอาจจะต้องเรียนรู้ เช่น unmeet need หรือความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้งานที่อยากได้แต่บอกไม่ได้หรือบอกไม่ถูก เช่น รถยนต์ของลูกค้าถึงระยะที่จะต้องเอาไปเข้าเช็คระยะที่ศูนย์ฯ แต่ไม่สามารถไปเองได้ในเวลาทำงาน ลูกค้าก็คิดว่าถ้ามีบริการที่มารับรถยนต์จากที่ทำงานไปเข้าศูนย์บริการก็น่าจะดี ซึ่งลูกค้าได้แต่คิดแต่ไม่รู้จะไปบอกใคร ถ้าเราเข้าใจถึงความต้องการนี้ของลูกค้า และสร้างให้มีบริการนี้ ก็จะตอบโจทย์ลูกค้าทันที เป็นต้น

      • ปัญหาที่พบหรือสิ่งที่ต้องการปรับปรุง (Problem / Improvement)


ในหลายๆครั้ง ปัญหาที่พบก็จะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์โดยผู้คิด หาทางออกใหม่ของปัญหาในรูปแบบของสิ่งประดิษฐ์แทน หรือมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการบริการเดิมให้มีรูปแบบที่ดีขึ้น หรือเหมาะสมกว่าเดิม มีความคล่องตัวมากขึ้น มีความรวดเร็วมากขึ้น มีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง ซึ่งวิธีการส่วนใหญ่ก็จะนำเอาวิธีการหรือปัญหามาทบทวนใหม่ วิเคราะห์หาจุดอ่อน หรือหาสาเหตุให้พบ จากนั้นก็มองหาหนทางในการแก้ปัญหา โดยส่วนสำคัญจะต้องวิเคราะห์หาที่มา หรือสาเหตุของปัญหาให้พบให้ได้ก่อนที่จะลงมือแก้ปัญหา หรือปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ

      • ประสบการณ์ (Experience) 



เป็นสิ่งที่ในแต่ละคนมีไม่เท่ากันถึงแม้ว่าจะมีอายุที่เท่ากัน ทำงานที่เดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีประสบการณ์ที่เท่ากันเสมอไปนั่นเนื่องมาจากความชอบที่ไม่เหมือนกัน ความชำนาญที่ไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีมุมมอง มีวิธีการในการแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดความหลากหลายในการแก้ไขปัญหาหรือในการคิดสิ่งใหม่ๆ ส่งผลให้เกิดการคิด การแก้ไขได้รวดเร็ว ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในการแก้ปัญหาไม่เท่ากัน ถ้าเรารู้จักนำเอาข้อดีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะเกิดการสร้างสรรค์ที่ดีขึ้นได้

      • แรงบันดาลใจ (Inspiration)




เป็นส่วนเสริมที่จะทำให้กระบวนการในการคิดหรือประดิษฐ์สิ่งใหม่ มีความคืบหน้า และดำเนินการให้สำเร็จได้เร็วขึ้น เพราะผู้คิดที่มีแรงบันดาลใจ ก็จะเกิดความอยากทำให้สำเร็จตามความต้องการที่ตั้งใจไว้ ข้อนี้เกิดจากการมีอารมณ์ที่ต้องการ เป็นสาเหตุหลัก เพราะฉะนั้นผู้ที่เริ่มต้นคิดหรือนักออกแบบหน้าใหม่ควรมีสิ่งนี้ในตัวเองอยู่เสมอ

จะเห็นว่าในการตั้งคำถามาจะมีคำถามครอบคลุมในทุกหัวข้อ หรืออาจจะมีเฉพาะในบางหัวข้อก็ได้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และความสามารถ รวมไปถึงประสบการณ์ของแต่ละบุคคลที่ไม่เท่ากัน ทำให้มีวิธีการในการตั้งคำถามได้ไม่เท่ากัน ถ้ามีความชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเข้าใจและรู้ว่าควรตั้งคำถามอย่างไร มากหรือน้อยแค่ไหนถึงจะครอบคลุมเพียงพอ และเมื่อได้คำถามมาแล้วก็ต้องหาคำตอบให้ได้ทุกข้อของคำถามที่ตั้งโจทย์ไว้ เมื่อตอบคำถามของโจทย์แต่ละข้อได้แล้ว ก็จะทำให้คิดได้ง่ายขึ้น หรืออาจจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น มากกว่าที่เราจะเริ่มคิดทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่รู้ว่าจะคิดจากอะไรเสียอีก ซึ่งหลายๆคนอาจจะพบกับปัญหาเหล่านี้ได้บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน หรือในการเรียน ในส่วนนี้เป็นแค่ในส่วนการคิดเพื่อตั้งคำถามของศาสตร์เท่านั้น เรายังไม่ได้เข้าไปในส่วนของศิลป์ เอาไว้คราวหน้านะครับเราค่อยมาต่อกัน ตอนนี้ลองไปฝึกคิดกันดูก่อนนะ ถ้าติดอะไรก็ถามกันมาได้ครับ



ตัวอย่างการออกแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (การออกสู่เชิงพาณิชย์)

ตัวอย่างการออกแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (การออกสู่เชิงพาณิชย์) จากที่เคยบอกไปครับว่าจุดประสงค์ของงานเขียนนี้คือ ต้องการเผยแพร่ความรู้ในการออ...