วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การกำเนิดหรือการสร้างความคิด ในการออกแบบ(ต่อ)


การกำเนิดหรือการสร้างความคิด ในการออกแบบ(ต่อ)


การสร้างสรรค์ด้วยศิลป์



จากครั้งที่แล้วคุยกันในเรื่องของการกำเนิดหรือการสร้างสรรค์ความคิด จนสามารถสร้างให้เกิดเป็นนวัตกรรมต่างๆได้ และอย่างที่เราเคยรู้ว่าสิ่งของทุกอย่างในโลกเกิดจาก ศาสตร์และศิลป์ ซึ่งได้รวมตัวกันจนเกิดเป็นชิ้นงานต่างๆ ซึ่งได้กล่าวถึงศาสตร์กันไปแล้ว ก็ได้รับเสียงสะท้อนมาจากหลายๆท่านที่บอกกล่าวกันมา ให้ช่วยแนะนำตัวอย่างให้ดูกันหน่อยว่ามีวิธีการอย่างไร ดังนั้นจะค่อยๆ นำมาแนะนำให้รู้จักกัน คอยติดตามกันต่อไป ทีนี้เราจะมาเริ่มต่อในเรื่องของศิลป์หรือศิลปะ(ในที่นี้ของใช้คำว่าศิลป์) ซึ่งในส่วนของศิลป์นั้นส่วนใหญ่มาจากอารมณ์ ความชอบ ความอยาก และความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผู้ที่มีศิลปะอยู่ในหัวใจมักจะเป็นคนที่ละเอียดอ่อน เป็นคนช่างสังเกตุ ช่างจดช่างจำ ถ้าคนที่ไม่มีความเป็นศิลปะเลยก็ไม่ใช่ว่าจะเรียนกันไม่ได้ ถ้าไม่อย่างนั้น สถาบันสอนศิลปะทั้งหลายคงจะปิดกันหมดแล้ว และการเรียนศิลปะให้ดีก็น่าจะเรียนกันตั้งแต่เด็กๆ เช่นการเรียนวาดรูป ดนตรี การร่ายรำ การเต้น เป็นต้น ก็จะช่วยให้เกิดการปลูกฝังความรู้ ความสามารถในแต่ละบุคคลได้ตั้งแต่ยังเด็กให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีความละเอียดอ่อนในอารมณ์ ทำให้มีพื้นฐานในการคิดจนสามารถดัดแปลงหรือสร้างสรรค์งานต่างๆได้ง่ายขึ้น ซึ่งในเรื่องของศิลป์ หรือศิลปะ แล้วแต่จะเรียกใช้กัน ก็มีที่มา จากสัมผัสทั้งห้า ซึ่งที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว ซึ่งได้แก่

สัมผัสทั้งห้า (The Five Senses) 



  • รูป (Sight)
  • รส (Taste)
  • กลิ่น (Smell)
  • เสียง (Hearing)
  • สัมผัส (Touch)

ทีนี้เราจะมาดูกันว่าแต่ละเรื่องจะมีรายละเอียดอะไรกันบ้าง เริ่มกันเลยนะ

รูป (Sight)


รูป ในที่นี้เราจะหมายถึง รูปร่าง, รูปลักษณะ, รูปทรง, การใช้สีสัน, ความใกล้-ไกลที่ตาสามารถมองเห็นได้  ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งมาก ซึ่งในทางศิลปะจะมีการตีความได้มากมาย ซึ่งเราจะไม่ลงลึกไปในรายละเอียดนะ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นวิชาสอนศิลปะกันไปเลย จะยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันเช่น ถ้าจะต้องออกแบบ โทรศัพท์มือถือซักเครื่อง คิดว่าผู้ใช้หรือเราเองก็ตาม ถ้าออกแบบโทรศัพท์รูปทรงสี่เหลี่ยมๆ มีสีขาวหรือดำอย่างเดียว ไร้ซึ่งความโค้ง ความมนของเหลี่ยมมุม และมีสีสันที่สดใสน่าใช้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องบอกว่าคนส่วนใหญ่ก็คงไม่อยากได้(แต่อาจจะมีบางคนบอกว่าฉันอยากได้ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามนะ) ดังนั้นจึงมีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่จะเกิดตามขึ้นมาด้วยเพื่อ ค้ำคอผู้ออกแบบว่า จะต้องทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้อยากได้ หรืออยากนำไปใช้งาน ซึ่งบางครั้ง หรือหลายๆครั้งก็จะไปขัดใจผู้ออกแบบทางด้านเทคนิคอีก ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั่วไป โดยทั่วไปก็จะมีลักษณะดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ซึ่งในบางกรณีอาจจะมีการฉีกแนวไปมากกว่านี้ได้อีกในอนาคตซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการออกแบบ และความต้องการของผู้ใช้หรือลูกค้าเป็นหลัก มีดังนี้

      • รูปลักษณ์
      • สีสัน
      • แสง มืด สว่าง
      • ขนาด


รส (Taste)


รส ในที่นี้หมายถึง รสชาติ ที่เราสามารถรับรู้ได้จากการชิม ซึ่งจะมีอวัยวะในการรับรู้คือลิ้นของคนเรานั่นเอง ซึ่งก็จะเป็นอีกแขนงหนึ่งของศิลปะ เช่นในการปรุงอาหารนั้น นอกจาก รูปลักษณ์หน้าตาของอาหารในแต่ละจานจะมีความสำคัญแล้วที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ รสชาติของอาหารต้องมีความอร่อย รสชาติควรจะกลมกล่อม เป็นไปตามความเหมาะสมของแต่ละจานของอาหารจานนั้นๆ เพราะถ้ามีรสชาติใดที่มีความเกินพอดีก็จะกลายเป็นไม่อร่อยทันที ซึ่งในแต่ละจานนั้นผู้คิดจะต้องมีความตั้งใจ หรือความคาดหวัง ที่แตกต่างกัน ซึ่งในแง่มุมของรสชาติในการออกแบบ อาจมีส่วนผสมของรสชาติต่างๆอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งรสชาติมาตราฐานที่เรารู้จักกันได้แก่

      • จืด
      • ขม
      • เค็ม
      • เปรี้ยว
      • หวาน
      • มัน
      • เผ็ด
      • ร้อน
      • เย็น

กลิ่น (Smell)


กลิ่น ในที่นี้เราจะหมายถึง กลิ่นต่างๆที่เราสามารถรับรู้ได้จากการดมกลิ่น ซึ่งจะใช้อวัยวะในการดมคือจมูกของเรา(ผู้อ่านอาจจะคิดว่าถ้าไม่เอาจมูกดม แล้วจะใช้อะไรดม) นี่ก็เป็นอีกแขนงของศิลปะนะครับ เช่นผู้ที่คิดสูตรปรุงน้ำหอมต่างๆ ก็จะต้องมีการออกแบบเหมือนกันนะครับว่าควรจะมีกลิ่นของน้ำหอมอย่างไร ให้เหมาะสมกับการใช้งาน หรือพ่อครัวที่จะต้องคิดอาหารจานใหม่ก็จะคิดเหมือกันว่าควรจะมีหน้าตาอย่างไร รสชาติแบบไหนและควรจะมีกลิ่นอย่างไร ในแง่ของกลิ่นนั้นก็จะมีมาตราฐานเบื้องต้น ในการเริ่มต้นคิดได้แก่

        • กลิ่นหอม
        • กลิ่นฉุน
        • กลิ่นเหม็น
        • กลิ่นอับ
        • กลิ่นสดชื่น

เสียง (Hearing)


เสียง ในที่นี้เราจะหมายถึง เสียงต่างๆที่เราสามารถรับรู้ได้จาก อวัยวะที่ใช้ในการฟังคือหูของเรา อันนี้ก็เป็นอีกแขนงหนึ่งซึ่งบางคนอาจจะบอกว่ามีความละเอียดอ่อนมาก เช่นผู้ที่ชื่นชอบในการฟังเพลง มักจะค้นหาเครื่องเสียงที่มีคุณภาพที่ดี ตามแต่ฐานะอันพึงมีพึงได้ มาฟังกัน ซึ่งผู้ออกแบบเครื่องเสียงแต่ละระดับก็มักจะออกมาโฆษณาคุณสมบัติ หรือคุณภาพของเครื่องเสียงของตัวเองว่าดีอย่างไร(เช่น เสียงดีจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเข็มตกพื้น เสียงหายใจของนักร้อง เสียงเป็นธรรมชาติเหมือนมีวงดนตรีมาเล่นอยู่ข้างหน้า เป็นต้น) ในการออกแบบด้านเสียงนั้นก็จะมีมาตราฐานเบื้องต้นในการออกแบบเช่นกัน แต่มาตราฐานในการออกแบบด้านเสียงทั่วไป ได้แก่

        • ความดังของเสียง(ความดัง หรือความเงียบ)
        • คุณภาพของเสียง(ความสมจริงของเสียง)

สัมผัส (Touch)


สัมผัส ในที่นี้เราจะหมายถึง สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้จากการสัมผัสทางกาย โดยผ่านอวัยวะการรับรู้ด้วยมือ และร่างกายของเรา การสัมผัสด้วยมือหรือร่างกายนั้น ก็จะเป็นอีกศิลปะแขนงหนึ่งที่มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้สัมผัสอื่นที่ผ่านมา เช่นผู้ที่ออกแบบเสื้อผ้านั้นก็คำนึงถึงสัมผัสของเนื้อผ้าว่าอยากให้มีลักษณะเช่นไร เพื่อให้ผู้สวมใส่รู้สึกอ่อนนุ่มมีความสบาย สามารถถ่ายเทอากาศได้ดีไม่ร้อน หรือไม่หนาวจนเกินไป หรือในการออกแบบเก้าอี้สำหรับนั่งทำงาน ก็มีวัตถุประสงค์ที่ไม่เหมือนกับเก้าอี้ที่ใช้สำหรับพักผ่อน เพราะฉะนั้นก็จะคำนึงถึง สัมผัสที่ผู้ใช้รับรู้ได้ที่ไม่เหมือนกัน ในการออกแบบด้านสัมผัสนั้นก็จะมีมาตราฐานเบื้องต้นในการออกแบบได้แก่

      • อ่อน แข็ง
      • นิ่มนวล ขรุขระ
      • เปียก ชื้น แห้ง
      • ร้อน เย็น
      • รู้สึกสบาย หรือไม่สบาย

นอกจาก สัมผัสทั้งห้า ที่เป็นต้นกำเนิดเบื้องต้นในการออกแบบแห่งศิลป์นั้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆที่เป็นส่วนเพิ่มเติมอีก ที่สามารถนำมาช่วยเป็นแหล่งเสริมในการกำเนิดความคิดทางด้านศิลปะซึ่งในที่นี้จะขอเสนอให้ได้รับทราบกัน ได้แก่

  • แรงบันดาลใจ (Inspiration)
  • ความรักและความหลงไหล (Love & Fascination)
  • ประสบการณ์ (Experience)

ซึ่งในแต่ละหัวข้อดังกล่าว ก็จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แรงบันดาลใจ (Inspiration)


แรงบันดาลใจ ในที่นี้เราจะหมายถึง แรงที่ผลักดันให้เราทำในสิ่งนั้นๆ ที่เราคิดขึ้นมาได้โดยตั้งใจหรือบังเอิญก็ตาม ซึ่งเกิดจากอารมณ์ เป็นแรงผลักดันำให้เรามีอารมณ์อยากคิด หรือเกิดอารมณ์ที่อยากจะทำให้สำเร็จด้วย ซึ่งในแต่ละบุคคลก็จะมีความอยากที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นหลัก ต่อไปก็คือสิ่งเร้าต่างๆ ตัวอย่างเช่น เกิดปัญหาขึ้นบางอย่างกับคนที่รัก และอยากแก้ปัญหานั้นๆให้สำเร็จ หรือเพื่อลดหรือแก้ปัญหานั้นให้ได้ ก็จะเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาได้ หรือทำงานอยู่ตรงนั้นทุกวัน และทำการลองผิดลองถูกกับปัญหานั้นๆจนเจอทางแก้ที่เหมาะสมกับงานที่ตัวเองทำ นั่นก็เกิดจากแรงบันดาลใจได้เช่นกัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจโดยทั่วไปได้แก่

      • อารมณ์ในขณะนั้น
      • ปัญหาที่พบ
      • การทำซ้ำๆ จนเจอทางออก
      • แรงผลักดัน

ความรักและความหลงไหล (Love & Fascination)


ความรักและความหลงไหล ในที่นี้เราจะหมายถึง ความชอบ ความสนใจ ในบางสิ่งหรือบางเรื่องอย่างจริงจัง สนใจ และตั้งใจฝักใฝ่ กับเรื่องนั้นๆ จนมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องนั้นๆจนเกิดเป็นทักษะมีความรู้ลึก รู้กว้าง และรู้จริง ในเรื่องนั้นๆ แบบว่าถามอะไรมาตอบได้ทุกเรื่องเป็นพวกแฟนพันธุ์แท้กันเลยทีเดียว พวกนี้ก็มักจะเกิดมาจากอารมณ์มาก่อนเหตุผล (ประเภทเดียวกับศิลปิน) แต่เป็นในแง่บวกนะ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ความเร็วสูง จนสามารถออกแบบรถที่เป็นในแบบจินตนาการของตัวเองได้ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดความรักและความหลงไหลนั้นโดยทั่วไปได้แก่

      • ความชอบ
      • ความใฝ่รู้ ชอบศึกษา
      • มีจินตนาการในสิ่งที่ชอบ

ประสบการณ์ (Experience)


ประสบการณ์ ในที่นี้เราจะหมายถึง ความสามารถที่ได้มาจากประสบการณ์จนสามารถคิดต่อยอดความรู้ของตัวเองได้ จนสามารถสร้างสรรค์เป็นสิ่งประดิษฐ์ บริการ หรือกระบวนการใหม่ๆได้ โดยได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นๆ ซึ่งคนกลุ่มที่มีประสบการณ์นี้จะมีความสามารถในการพัฒนาเพื่อให้สร้างสรรค์นวัตกรรมได้รวดเร็วที่สุด ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดประสบการณ์นั้นโดยทั่วไปได้แก่

      • การพบปัญหาบ่อยๆ เจอปัญหาใหม่ๆอยู่เสมอ
      • เมื่อพบปัญหาแล้วสามารถแก้ปัญหาได้
      • มีความละเอียดรอบครอบในการวิเคราะห์ปัญหา
      • มีความใจเย็น
      • มองปัญหาในแง่บวก (ทุกปัญหามีทางแก้ ไม่ใช่ทุกทางแก้คือปัญหา)

จะเห็นได้ว่าจากที่กล่าวมานั้นจะมีปัจจัยหลากหลายมาก และในการออกแบบนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องนำทุกหัวข้อมาใช้นะครับ ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เราพบ กับพื้นฐานความรู้ ความสามารถในตัวเราหรือผู้ออกแบบ ว่าจะมีมากน้อยแค่ไหนด้วยต้องค่อยๆฝึก ค่อยๆทำ ก็จะค่อบๆชำนาญ จนกลายเป็นเชี่ยวชาญได้ครับ ทีนี้เรามาดูตัวอย่างกันดีกว่า ตัวอย่างที่จะนำมาให้เป็นตัวอย่างนี้มาจากพัดลมชื่อดังจากฝั่งอเมริกา 

ตัวอย่างการออกแบบ พัดลม Dyson 





เกิดจากปัญหาว่าเด็กมักชอบเอานิ้วเข้าไปแหย่ในพัดลม ทำให้เกิดอันตราแก่เด็กได้ง่าย จึงมีแนวคิดว่าทำอย่างไรให้พัดลมมีความปลอดภัย ถ้าต้องการให้มีแรงลมที่ดีกว่าเดิม รูปทรงสวยงาม น่าใช้ ประหยัดไฟ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม




  • ในทางศาสตร์ ก็คือทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ เช่น วิศวกรรมไฟฟ้า เครื่องกล อิเลคทรอนิคส์ จึงเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดย คิดแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไร โดย
วิศวกรไฟฟ้า ดูแลเรื่องตำแหน่งของใบพัดและมอเตอร์ เนื่องจากใบพัดของพัดลมเป็นแหล่งกำเนิดของลม จะตัดออกไปก็ทำไม่ได้จึงต้องใช้วิธีย้ายจุดของใบพัดลงไปไว้ในตำแหน่งข้างล่าง และออกแบบมอเตอร์ใหม่ให้มีขนาดเล็กลงมีความเร็วรอบที่สูงขึ้นแต่ต้องประหยัดกว่าเดิม และต้องมีเสียงเบาที่สุด
วิศวกรเครื่องกล ทำหน้าที่ออกแบบใบพัดใหม่ เลือกวัสดุที่จะนำมาใช้ ให้สามารถกำเนิดแรงลมให้ดียิ่งขึ้นในขนาดที่เล็กลงจากเดิม มีน้ำหนักเบา จากนั้นออกแบบทางทางการไหลของลมใหม่ และต้องมีเสียงเบาที่สุด



วิศวกรอิเลคทรอนิคส์ ทำหน้าที่ออกแบบความคุมการทำงานของพัดลม เคลื่อนย้ายง่าย ควบคุมง่าย 




  • ในทางศิลป์นั้น วิศวกรต้องรับหน้าที่ออกแบบทางศิลป์ร่วมกับนักออกแบบผลิตภัณฑ์ในเบื้องต้นด้วยเพราะเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของพัดลมโดยตรง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ในเรื่องของสัมผัสทั้งห้าเช่น
รูปทรง ต้องดูสวย มีสีสัน น่าใช้ อาจเพิ่มโคมไฟเข้าไปด้วยเพื่อความสวยงาม
รสชาติ ในกรณีนี้ไม่ต้องใช้กับพัดลม
กลิ่น ในกรณีนี้ไม่ต้องใช้กับพัดลม (อาจเพิ่มกลิ่นเข้าไปได้ในอนาคต)
เสียง ต้องทำให้ไม่เกิดเสียง หรือเกิดเสียงเบาหรือน้อยที่สุด (อาจเพิ่มเสียงเข้าไปได้ในอนาคต)
สัมผัส ต้องมีความเย็น หรือลมที่แรงกว่าเดิม

ในปัจจัยส่วนเสริม

  • แรงบันดาลใจ (Inspiration) หลังจากที่มองเห็นปัญหา ที่เป็นช่องทางในการพัฒนาและผู้ผลิตมีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดเป็นนวัตกรรม เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์เอง และสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กร
  • ความรักและความหลงไหล (Love & Fascination) เกิดจากการมีจินตนาการ และมีความชอบในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ
  • ประสบการณ์ (Experience) เนื่องจากผู้ผลิตเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการออกแบบผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่คิดสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายและเร็วกว่าคนอื่น


จากการนำเสนอที่ผ่านมานี้ หวังว่าทุกท่านคงจะได้รับความรู้ และประโยชน์กันไปบ้างไม่มากก็น้อย หากมีส่วนใดที่สงสัย หรือที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกใจ ช่วยกันติชมมาด้วยนะครับ ในตอนถัดไปเราจะมาคุยกันในส่วนของขั้นตอนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ว่าเราจะมีขั้นตอนอย่างไรกันบ้าง






วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การกำเนิดหรือการสร้างความคิด ในการออกแบบ


การกำเนิดหรือการสร้างความคิด ในการออกแบบ

หลังจากที่เรียนรู้ที่มาของนวัตกรรม การจัดหมวดหมู่ของนวัตกรรม และวิธีในการตั้งคำถามกันแล้ว (ใครที่ยังไม่ได้อ่านไปหาอ่านย้อนหลังได้ครับ) ต่อไปจะพูดถึงเรื่องการออกแบบว่าจะมีที่มาอย่างไรบ้าง จะเรียกขั้นตอนนี้ว่า ขั้นตอนการสร้าง หรือการกำเนิดของความคิดโดยในการคิดอะไรก็ตามจะต้องมีแหล่งกำเนิดของความคิดหรือที่มาของความคิด แรงบันดาลใจ ปัญหาที่อยากจะแก้ไข (หรืออื่นอีกมากมาย) แล้วแต่เทคนิคของแต่ละสำนักจะแนะนำ สำหรับตอนนี้อยากแนะนำ หลักการหนึ่งที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว ซึ่งของทุกสิ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากสองสิ่งคือ 

ศาสตร์ และ ศิลป์ 


ซึ่งของทั้งสองสิ่งมักจะมาคู่กันเสมอเพียงแต่เราไม่สามารถแยกออกได้ว่า ของแต่ละอย่างในมุมมองของเรามันใช้ศาสตร์กี่เปอร์เซ็นต์ และศิลปะกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีหลักการชัดเจน ซึ่งทั้งหมดขึ้นกับความพอใจของผู้ออกแบบและความพอใจของผู้ใช้งาน ซึ่งนั่นก็คือความรู้สึก ที่ไม่สามารถจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอันแค่รับรู้ได้จากความรู้สึก หรืออารมณ์ ซึ่งอาจจะมีเหตุผลได้ในบางครั้ง หรืออาจจะเกิดจากความจำเป็นในการใช้งานของสิ่งที่ผู้ออกแบบอยากให้เป็น ขออนุญาตอัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชฯ 



ซึ่งในแต่ละหัวข้อของทั้งศาสตร์และศิลป์ สามารถแยกที่มาได้ดังนี้


ศาสตร์ 

ศาสตร์ในที่นี้เราจะกล่าวถึง วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์ หรือวิทยาการต่างๆ หลักการในการคิดประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีต่างๆที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์ที่จะผลิตขึ้นมาในโลก ซึ่งกว่าจะมาเป็นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆล้วนแต่ต้องมาจากการตั้งคำถามทั้งสิ้น ซึ่งเราสามารถใช้เทคนิคของ 5 W 1 H ในการเริ่มต้นตั้งคำถาม เพื่อใช้ในการหาแรงบันดาลใจ หรือมองหาปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้น

 

5 W 1H

What (อะไร)
Where (ที่ไหน)
When (เมื่อไหร่)
Why (ทำไม)
Who (ใคร)
How (อย่างไร)

จะเห็นว่า 5 W 1 H จะเป็นหัวข้อที่ใช้ในการตั้งคำถามทั้งสิ้น ซึ่งคำถามที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็จะกลายเป็นโจทย์สำหรับใช้ในการแก้ปัญหาในเชิงของศาสตร์ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเชิงของเหตุและผลเป็นหลัก 

นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอีกที่มีผลในการออกแบบ ซึ่งมาจากส่วนของผู้ออกแบบมีผลกระทบโดยตรงในส่วนของศาสตร์ ได้แก่
      • ความรู้เบื้องต้น (Basic Knowledge)
      • ทักษะเบื้องต้น (Basic Skills)
      • ความต้องการของผู้ใช้ (User Want/Need)
      • ปัญหาที่พบหรือสิ่งที่ต้องการปรับปรุง (Problem / Improvement)
      • ประสบการณ์ (Experience)
      • แรงบันดาลใจ (Inspiration)

มาเริ่มต้นกันเลย จาก 5 W 1 H 

What อะไร ตัวอย่างในการคิดถึง “อะไร” เราอาจจะเริ่มจากสิ่งที่เราจะคิดถามกันก่อนว่า ใช้ถามอาชีพ ชื่อบุคคล สัญชาติ สิ่งของ เวลา สิ่งที่ชอบ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ วัน วันที่ เดือน เช่น คิดจะทำอะไร หรือ จุดประสงค์คืออะไร ต้องใช้ความรู้อะไร ปัญหาที่พบคืออะไร ต้องการปรับปรุงหรือพัฒนาอะไร ให้หาคำถามที่เกี่ยวกับ “ อะไร “ ให้มากที่สุด


Where ที่ไหน ตัวอย่างในการคิดถึง “ที่ไหน” เราอาจจะเริ่มจาก ใช้ถามเมื่อต้องการทราบเกี่ยวกับสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ หรือที่ที่จะไปถึงไปสู่ เวลาตอบจะต้องตอบเป็นชื่อของสถานที่ต่างๆ เช่น ชื่อถนน ชื่อเมือง ชื่อประเทศ ฯลฯ สิ่งที่คิดขึ้นมานี้จะใช้ที่ไหน เหมาะจะใช้ที่ไหน อาจจะเป็นบริเวณพื้นที่ต่างๆ อวัยวะต่างๆ สถานที่ต่างๆ ให้หาคำถามที่เกี่ยวกับ “ ที่ไหน “ ให้มากที่สุด


When เมื่อไหร่ ตัวอย่างในการคิดถึง “เมื่อไหร่” เราอาจจะเริ่มจาก ใช้ถามเมื่อต้องการทราบเกี่ยวกับเวลา ก็จะเป็นที่มาของการตั้งคำถาม ตั้งแต่เราจะแก้ปัญหาเมื่อไหร่ เมื่อไหร่ควรจะใช้วิธีการใหม่ เมื่อไหร่ต้องใช้ความคิดหรือสิ่งประดิษฐ์ เมื่อไหร่ถึงควรจะปรับปรุงหรือพัฒนา


Why ทำไม ตัวอย่างในการคิดถึง “ทำไม” เราอาจจะเริ่มจาก มีความหมายว่า “ทำไม”  หรือ “เพราะอะไร” ใช้ถามเมื่อต้องการทราบเหตุผล สาเหตุ หรือจุดประสงค์ทำไม ต้องเป็นแนวความคิดนี้ เป็นแนวคิดอื่นๆได้หรือไม่ มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร ทำไมจึงเกิดปัญหานี้ ตั้งคำถามให้ได้จนเจอต้นตอของปัญหายิ่งดี เพราะนั่นจะทำให้เราออกแบบได้ง่ายขึ้น ให้หาคำถามที่เกี่ยวกับ “ ทำไม“ ให้มากที่สุด


Who ใคร ตัวอย่างในการคิดถึง “ใคร” เราอาจจะเริ่มจาก ใช้ขึ้นต้นประโยคคำถามเมื่อต้องการทราบว่าใครหรือคนใดเช่น ใครคือเป็นต้นเหตุของปัญหา ใครคือผู้ปฏิบัติ ต้องมีใครเป็นตัวช่วย


How อย่างไร ตัวอย่างในการคิดถึง “อย่างไร” เราอาจจะเริ่มจาก มีความหมายว่า อย่างไร เท่าใด แค่ไหน ใช้ถามเพื่อต้องการทราบถึงวิธีการ ลักษณะของบุคคล ถามอายุ ความสูง น้ำหนัก ความยาว ระยะทาง จะแก้ปัญหาได้อย่างไร มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ต้องมีความรู้อย่างไร ต้องปรับปรุงอย่างไร ความต้องการเป็นอย่างไร 


นอกจาก 5 W 1 H ในส่วนที่เพิ่มเติมมาอีกจะเริ่มจาก

      • ความรู้เกี่ยวเนื่องเบื้องต้น (Basic Knowledge) 



ความรู้เกี่ยวเนื่องเบื้องต้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการออกแบบโดยส่วนใหญ่จะเป็นความรู้ในสาขา หรือความรู้ในศาสตร์ที่จะใช้ในการประดิษฐ์นั้นๆ ซึ่งผู้ที่คิดหรือผู้ที่จะออกแบบในแต่ละเรื่องควรจะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม โดยในปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากกว่าสมัยก่อน มีหนังสือ มีงานวิจัยที่ช่วยสนับสนุน มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูลรวมทั้งตัวอย่างต่างๆได้ง่ายทำให้สะดวกมากขึ้น ลดระยะเวลาในการค้นคว้า ลดการเดินทาง และค่าใช้จ่ายไปได้อย่างมาก

      • ความรู้ทักษะเบื้องต้น (Basic Skills) 


ความรู้เกี่ยวกับทักษะในแต่ละศาสตร์ นั้นหมายถึง การเข้าใจและรู้จักในการใช้งานศาสตร์นั้นๆ เช่นคุณรู้จักวิธีการขับรถยนต์ แต่ถ้าคุณไม่เคยขับรถมาก่อนคุณจะรู้ถึงขั้นตอนที่แท้จริงของการขับรถหรือไม่ หรือจะรู้ถึงวิธีที่จะขับรถได้ปลอดภัยอย่างไรของรถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อก็มีเทคนิคหรือวิธีการที่แตกต่างกันอีก ดังนั้นคุณต้องมีความรู้ในทักษะของการใช้ความรู้แต่ละสาขาวิชาอย่างน้อยต้องรู้ในระดับเบื้องต้นก่อนที่จะไปคิดต่อยอดต่างๆได้

      • ความต้องการของผู้ใช้ (User Want/Need)





ความต้องการของผู้ใช้ ถือเป็นปัจจัยต้นๆในการออกแบบ หรือพัฒนา เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน โดยจะต้องเรียนรู้และเข้าใจมุมมองของผู้ใช้งานด้วยว่ามีความต้องการอะไร หรือในบางครั้งอาจจะต้องเรียนรู้ เช่น unmeet need หรือความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้งานที่อยากได้แต่บอกไม่ได้หรือบอกไม่ถูก เช่น รถยนต์ของลูกค้าถึงระยะที่จะต้องเอาไปเข้าเช็คระยะที่ศูนย์ฯ แต่ไม่สามารถไปเองได้ในเวลาทำงาน ลูกค้าก็คิดว่าถ้ามีบริการที่มารับรถยนต์จากที่ทำงานไปเข้าศูนย์บริการก็น่าจะดี ซึ่งลูกค้าได้แต่คิดแต่ไม่รู้จะไปบอกใคร ถ้าเราเข้าใจถึงความต้องการนี้ของลูกค้า และสร้างให้มีบริการนี้ ก็จะตอบโจทย์ลูกค้าทันที เป็นต้น

      • ปัญหาที่พบหรือสิ่งที่ต้องการปรับปรุง (Problem / Improvement)


ในหลายๆครั้ง ปัญหาที่พบก็จะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์โดยผู้คิด หาทางออกใหม่ของปัญหาในรูปแบบของสิ่งประดิษฐ์แทน หรือมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการบริการเดิมให้มีรูปแบบที่ดีขึ้น หรือเหมาะสมกว่าเดิม มีความคล่องตัวมากขึ้น มีความรวดเร็วมากขึ้น มีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง ซึ่งวิธีการส่วนใหญ่ก็จะนำเอาวิธีการหรือปัญหามาทบทวนใหม่ วิเคราะห์หาจุดอ่อน หรือหาสาเหตุให้พบ จากนั้นก็มองหาหนทางในการแก้ปัญหา โดยส่วนสำคัญจะต้องวิเคราะห์หาที่มา หรือสาเหตุของปัญหาให้พบให้ได้ก่อนที่จะลงมือแก้ปัญหา หรือปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ

      • ประสบการณ์ (Experience) 



เป็นสิ่งที่ในแต่ละคนมีไม่เท่ากันถึงแม้ว่าจะมีอายุที่เท่ากัน ทำงานที่เดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีประสบการณ์ที่เท่ากันเสมอไปนั่นเนื่องมาจากความชอบที่ไม่เหมือนกัน ความชำนาญที่ไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีมุมมอง มีวิธีการในการแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดความหลากหลายในการแก้ไขปัญหาหรือในการคิดสิ่งใหม่ๆ ส่งผลให้เกิดการคิด การแก้ไขได้รวดเร็ว ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในการแก้ปัญหาไม่เท่ากัน ถ้าเรารู้จักนำเอาข้อดีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะเกิดการสร้างสรรค์ที่ดีขึ้นได้

      • แรงบันดาลใจ (Inspiration)




เป็นส่วนเสริมที่จะทำให้กระบวนการในการคิดหรือประดิษฐ์สิ่งใหม่ มีความคืบหน้า และดำเนินการให้สำเร็จได้เร็วขึ้น เพราะผู้คิดที่มีแรงบันดาลใจ ก็จะเกิดความอยากทำให้สำเร็จตามความต้องการที่ตั้งใจไว้ ข้อนี้เกิดจากการมีอารมณ์ที่ต้องการ เป็นสาเหตุหลัก เพราะฉะนั้นผู้ที่เริ่มต้นคิดหรือนักออกแบบหน้าใหม่ควรมีสิ่งนี้ในตัวเองอยู่เสมอ

จะเห็นว่าในการตั้งคำถามาจะมีคำถามครอบคลุมในทุกหัวข้อ หรืออาจจะมีเฉพาะในบางหัวข้อก็ได้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และความสามารถ รวมไปถึงประสบการณ์ของแต่ละบุคคลที่ไม่เท่ากัน ทำให้มีวิธีการในการตั้งคำถามได้ไม่เท่ากัน ถ้ามีความชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเข้าใจและรู้ว่าควรตั้งคำถามอย่างไร มากหรือน้อยแค่ไหนถึงจะครอบคลุมเพียงพอ และเมื่อได้คำถามมาแล้วก็ต้องหาคำตอบให้ได้ทุกข้อของคำถามที่ตั้งโจทย์ไว้ เมื่อตอบคำถามของโจทย์แต่ละข้อได้แล้ว ก็จะทำให้คิดได้ง่ายขึ้น หรืออาจจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น มากกว่าที่เราจะเริ่มคิดทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่รู้ว่าจะคิดจากอะไรเสียอีก ซึ่งหลายๆคนอาจจะพบกับปัญหาเหล่านี้ได้บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน หรือในการเรียน ในส่วนนี้เป็นแค่ในส่วนการคิดเพื่อตั้งคำถามของศาสตร์เท่านั้น เรายังไม่ได้เข้าไปในส่วนของศิลป์ เอาไว้คราวหน้านะครับเราค่อยมาต่อกัน ตอนนี้ลองไปฝึกคิดกันดูก่อนนะ ถ้าติดอะไรก็ถามกันมาได้ครับ



วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

การตั้งคำถามที่ดี


จากครั้งที่แล้ว พอดีได้ไปพบงานเขียนดีๆชิ้นหนึ่งของ web : nicetofit(link งานเขียนฉบับเต็มอยู่ข้างล่างนะ) ซึ่งตรงกับสิ่งที่จะนำมาใช้ในการอธิบายการคิดเพื่อต่อยอดเป็นนวัตกรรมได้ ก็เลยนำเอาบางช่วงบางตอนของงานเขียนและปรับรูปแบบเพื่อทำให้เรารู้ที่มาหรือแหล่งกำเนิดของนวัตกรรม จากตอนที่แล้วเราพูดถึงการแบ่งประเภทของนวัตกรรมแล้วเราก็จะมาดูกันต่อว่า ก่อนที่จะเป็นสิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมนั้น ควรจะมีขั้นตอนอะไรบ้าง หรือถ้าเราจะออกแบบสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมซักชิ้นหนึ่งนั้นมันจะมีวิธีการอย่างไรบ้าง ซึ่งตามประสบการณ์ที่ผ่านมา มันเป็นเรื่องยากถ้าอยู่ดีๆจะให้คิดสิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมกันเลย ในสมัยที่ยังเรียนอยู่มักจะเจอกับคำถามหรือคำสั่งว่า “ให้ไปคิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆมาให้เวลาเท่านั้นเท่านี้” ถามว่ายากมั้ย ยิ่งถ้าเราไม่มีพื้นฐานในการคิดหรือไม่รู้จักเครื่องมือในการคิดก็ถือว่า เหมือนคนตาบอดคลำทางกันเลยที่เดียว ดังนั้นจะขอเริ่มกันเลย (ขอบอกก่อนว่านี่เป็นข้อมูลที่ไปเจอแล้วมันตรงกับสิ่งที่ต้องการอธิบายและถูกใจเป็นส่วนตัว ที่สำคัญคือคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อยากให้เพื่อนๆได้รับข้อมูลที่ดีๆ และบวกกับประสบการณ์ส่วนตัวที่อยากจะแบ่งปันกันและก็เหมือนเดิม หากใครมีข้อแนะนำแจ้งเข้ามานะ)



ในการทำอะไร เรามักจะได้รับคำสอนจากผู้ใหญ่ หรือพ่อ-แม่ ว่า “ ทำอะไร ให้คิดก่อนทำเสมอ“ แต่ในความเป็นจริงเราก็จะบอกว่า ฉันก็คิดแล้วทำทุกครั้งนะ ซึ่งในทางศาสนาพุทธเราจก็ะสอนคล้ายๆกันแต่ต่างกันเล็กน้อยคือ “ ทำอะไร ให้คิด แล้วพิจารณาในสิ่งที่คิด แล้วค่อยทำ“ ซึ่งเป็นเรื่องจริงนะ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณคิด และพิจารณาในสิ่งที่คิดด้วยอะไร? ระหว่าง “สติ หรือ อารมณ์“ ซึ่งผลลัพท์ที่ได้ก็จะไม่เหมือนกันนะ เพื่อนๆว่าจริงมั้ย แต่ในที่นี้จะพูดถึงสติเป็นหลักนะ ยังไม่เอาอารมณ์มาใช้ ในการใช้ความคิดก็จะมีเป็นบางส่วนที่ต้องนำอารมณ์มาใช้ ซึ่งเราจะนำอารมณ์มาใช้นะแต่เราจะใช้หลังจากนี้อีกที ขอย้ำนะ ตอนนี้ต้องใช้สติ

เราจะพบว่าการคิดอะไรก็ตามจะมีปัจจัยอยู่สามส่วนใหญ่ๆด้วยกันคือ

  1. ส่วนแรกคือ การตั้งคำถามที่ดี และถูกต้อง
  2. ส่วนที่สองคือ การคิดหรือการมองถึงปัญหาที่เกิด (ปัญหาจากการตั้งคำถาม)
  3. ส่วนที่สามคือ หาหนทางในการแก้ของปัญหานั้นๆ

เรามาเริ่มดูกันเลยดีกว่า ว่าแต่ละข้อน่าจะเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง เริ่มกันเลย

1. การตั้งคำถามที่ดี และถูกต้อง

ในแต่ละวัน แต่ละคนอาจพบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น จนเกิดความสงสัยและมีการตั้งคำถามขึ้นในใจ เช่น น่าจะมีแบบนี้ท่าจะดี? มีคำถามทำไมมันไม่เป็นแบบนั้น? บางคนอาจจะคิดไกลหรือจินตนาการถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เกิดความสงสัยและถามขึ้นมาเรื่อยๆแต่ยังไม่คิดจะหาคำตอบ โดยบางครั้งเป็นคำถามที่คิดขึ้นมาชั่ววูบ ซึ่งอาจจะเป็นความต้องการที่อยากได้แต่ไม่สามารถที่จะบอกออกมาเป็นคำพูดได้ในขณะนั้นๆ หรือที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า unmet needs ซึ่งมักจะเกิดขึ้นมาแล้วนักประดิษฐ์ก็จะนำความคิดเหล่านี้ไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ จนอาจจะพัฒนาเป็นนวัตกรรมได้

การตั้งคำถาม

คำถามที่ดี จะต้องมีความทะเยอทะยาน และมีความเป็นไปได้ เป็นคำถามที่จะยกระดับความคิดของเรา หรือเปลี่ยนมุมมองของเรา และมันจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

การถามปัญหา คือส่วนสำคัญของการแก้ไขปัญหา การถามคำถาม ทำไม? ส่งผลดีต่อการทำธุรกิจ การถามคำถามเป็นสิ่งที่พบยากในการทำธุรกิจ เพราะหลังจากที่ผ่านจุดเริ่มต้นไป บริษัทก็มักจะมองว่า คำถามเป็นสิ่งที่เป็นภัยต่อระเบียบ องค์กรสามารถกระตุ้นให้พนักงานถามมากขึ้น ด้วยการตั้งคำถาม ถามสิ่งที่ควรถาม
เมื่อเราเจอปัญหา เราจะหาทางแก้ไข แต่วิธีที่เราเลือกใช้มันอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป เรามักจะหาทางแก้ไขปัญหาจากข้อมูลหรือประสบการณ์ที่เรารู้อยู่แล้ว แต่ถ้ามันเป็นปัญหาใหม่ เป็นสิ่งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนล่ะ?

ดังนั้นการตั้งคำถามที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะให้ความสำคัญมากที่สุด ดังคำกล่าวของนักคิดหลายๆท่านได้เคยพูดไว้ 
“If I had an hour to solve a problem I’d spend 55 minutes thinking about the problem and 5 minutes thinking about solutions.”–Albert Einstein
อย่างที่ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า ถ้ามีเวลาให้ 1 ชั่วโมงเพื่อให้แก้ปัญหา และถ้ามันเกี่ยวพันกับความเป็นความตายของเค้า เค้าก็จะใช้เวลา 55 นาทีแรก สำหรับถามเพื่อให้มั่นใจว่าเค้ากำลังแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เสียเวลา เสียทรัพยากรไปกับการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด

Steve Jobs พูดไว้ในบทสัมภาษณ์เมื่อปี 1995 ว่าเค้าให้ความสำคัญของการตั้งคำถาม ตลอดเวลาหลายปีที่ทำธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่เค้าพบก็คือ เค้าจะถาม ทำไม? ตลอดเวลา ทำไมเราถึงทำแบบนี้? แล้วเค้าก็จะได้รับคำตอบกลับมาว่า นี่เป็นวิธีที่เราทำกันมา สิ่งที่ Steve Jobs พบก็คือ ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าทำไมต้องทำแบบนี้ ไม่มีใครที่จะคิดในเชิงลึกเกี่ยวกับงานที่ตัวเองทำ
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าแม้แต่นักคิดระดับโลก ก็ยังให้ความสำคัญในการตั้งคำถามอย่างมากเพราะ การตั้งคำถามที่ดีจะทำให้เราแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า การตั้งคำถามแบบขอไปที

2. การคิดหรือการมองถึงปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนจะตั้งคำถาม (ปัญหาที่ได้จากการตั้งคำถาม)



ในการคิดหรือการมองถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการเริ่มต้นที่จะคิดในทุกมิติ แต่ในการตั้งคำถามเราควรจะต้องลองตั้งคำถามดูว่า มีปัญหาที่อะไร ปัญหาเกิดจากอะไร สาเหตุของปัญหามาจากไหน ใครเป็นสาเหตุหลัก มีผลกระทบอะไรบ้าง มีความเสียหายระดับไหน ในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว จะเกิดอะไรขึ้น จะป้องกันได้หรือไม่ ต้องทำอย่างจึงจะจัดการกับปัญหาได้ และอื่นๆอีกมากมาย ที่จะคิดได้และปรับให้กลายเป็นคำถาม 
จากที่ยกตัวอย่างคำถามมานี้ก็เป็นเพียงบางส่วนซึ่งก็จะต้องดูถึงสภาพแวดล้อมอื่นๆด้วยเป็นสำคัญ แต่ถ้าเราได้ฝึกคิดและลงมือทำเป็นประจำเราก็จะเกิดความชำนาญขึ้นมาเอง ซึ่งเมื่อได้คำถามที่ถูกต้องหรือเหมาะสมแล้ว เราก็จะตอบคำถามจากแต่ละหัวข้อที่ตั้งขึ้นมาได้ แล้วเราอาจจะพบคำตอบจากคำถามที่เราตั้งขึ้นมาได้เลย หรืออาจจะมองหาแนวทางในการแก้ปัญหาของคำถามนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจากตัวอย่างนักคิดระดับโลกอย่าง ไอน์สไตน์เองก็มีวิธีคิดที่น่าสนใจ

I have no special talent. I am only passionately curious. –Albert Einstein
อย่างที่ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า “ฉันไม่ได้มีพรสวรรค์ใดๆ เพียงแต่เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ” ดังนั้นเราควรจะหัดลืมของเก่าดูบ้าง แล้วลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆดูบ้าง มันจะทำให้เราค้นพบคำตอบหรือทางแก้ที่เราค้นหาอยู่ได้ การฝึกฝนตนเองให้รู้จักสงสัย พัฒนาและไม่หยุดที่จะสงสัย ความสงสัยจะนำไปสู่การค้นพบ หรือสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้

การตั้งคำถามคือ การจัดระเบียบความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราไม่รู้ เรียบเรียงออกมาเป็นประโยคเพื่อให้เกิดเป็นคำถามและเพื่อให้ได้มาเป็นคำตอบ ซึ่งมันถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง


มันยากที่จะค้นพบหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ถ้าเราเลือกใช้สิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว บุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างเช่น  Steve Jobs หรือ Einstein ไม่มองหาคำตอบ แต่จะตั้งคำถามแทน ถามว่า ทำไมเราต้องทำแบบนี้?
คำถามที่ดีมันจะทำให้เกิดคำถามชุดอื่นๆ ตามมา และมันจะเปลี่ยนแนวคิดของเรา ส่วนคำตอบ มันจะทำให้ขั้นตอนทุกอย่างจบลง

ในหนังสือ A More Beautiful Question: The Power of Inquiry to Spark Breakthrough Ideas ผู้เขียนได้สัมภาษณ์คนที่ทำงานด้าน Creative มากกว่า 100 คน เค้าพบว่าคำถามเหล่านี้ มีส่วนช่วยให้เกิดประสิทธิภาพของการทำงาน
Why? การถาม ทำไม? จะทำให้เราไม่หยุดอยู่กับที่ ทำให้เราปฏิเสธสิ่งที่มันเป็นอยู่ ทำให้เราไม่ทนอยู่กับสภาพเดิม แต่เปิดกว้างให้กับวิธีหรือแนวทางใหม่ๆ ทำให้เราเข้าใจปัญหามากขึ้น
What if? การถาม สมมติว่า? ช่วยให้เราคิดหาไอเดียใหม่ๆ ถึงมันจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ แต่มันจะทำให้หลุดจากกรอบเดิมๆ ทำให้เราผสมผสานไอเดียหลายอย่างเข้าด้วยกัน

ความสงสัยที่หายไป(อันนี้ชอบมาก)

ตอนเด็กๆ ความอยากรู้ของเรามีมากจนทำให้เราต้องถามแล้วถามอีก แต่เมื่อเราเข้าโรงเรียน เราก็เริ่มหยุดถาม งานวิจัยพบว่า การเรียนในโรงเรียน ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ความตั้งใจลดน้อยลง ทำให้เด็กนักเรียนสนใจเรียนน้อยลง เด็กๆ ในชั้นประถมจะตั้งใจและสนใจเรียนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในชั้นมัธยมเด็กกว่าครึ่งหนึ่งก็หมดความสนใจในการเรียน การให้ความสำคัญกับการทดสอบมาตรฐานมากจนเกินไป ทำให้เด็กขาดประสบการณ์การเรียนรู้ ถึงแม้ว่าจะเป็นงานวิจัยในต่างประเทศ แต่เราก็พอจะเห็นความเชื่อมโยงและความคล้ายกันในบ้านเรา ความสนใจในการเรียน อาจจะเกี่ยวข้องกับการตั้งคำถาม ยิ่งเวลาผ่านไป เด็กในชั้นมัธยมจะถามน้อยลง แต่จะสนใจและให้ความสำคัญกับการทดสอบ การท่องจำบทเรียน และการจำคำตอบที่ถูกต้อง ทำให้เด็กๆ ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการจำข้อมูล จำบทเรียนที่ครูสอน ท่องหนังสือเพื่อเอาไปสอบ การจำได้ดีมีผลต่อเกรด แต่เสียดายที่มันก็ทำให้เราทิ้งความสงสัยและหยุดตั้งคำถาม เราจำเป็นต้องตั้งคำถามและถามให้มากขึ้น คำถามที่ดีทำให้เราค้นพบโอกาสในชีวิต และความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง สิ่งที่เราสามารถทำและสิ่งที่เราต้องการในอนาคต
ถ้าให้ความสำคัญกับมาตรฐาน การทดสอบ หรือประสิทธิภาพ มากจนเกินไป มันก็จะเหลือที่ว่างให้กับการเรียนรู้ในเชิงลึก ความรู้ที่มันมากกว่าบทเรียนที่ท่องจำไปสอบ แนวคิดที่มันสูงขึ้นไปอีกระดับ

3. ส่วนที่สามคือ หาหนทางในการแก้ของปัญหานั้นๆ


หลังจากที่เราคิดคำถามออกมาได้แล้ว ก็จะมาสู่ขั้นตอนของการหาคำตอบ เนื่องจากในแต่ละคำถามที่เราบรรจงตั้งคำถามขึ้นมาจากการคิดและวิเคราะห์อย่างดีของเรา (ในครั้งแรกๆอาจจะไม่สมบูรณ์ แต่พอเราได้ฝึกคิดไปเรื่อยๆก็จะเกิดความชำนาญขึ้นมาเอง) ซึ่งเมื่อเราดูแต่ละคำถามแล้วหาคำตอบมาตอบในแต่ละคำถาม จนสามารถสรุปออกมาเป็นวิธีการในการแก้ปัญหา ซึ่งในการแก้ปัญหา อาจจะต้องมีวิธีในการแก้ปัญหาโดยทำทีเดียวสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด(นั่นต้องระดับมืออาชีพ) หรืออาจจะต้องมีหลายขั้นตอน หลากหลายวิธีการก็ได้ ขึ้นอยู่กับความชำนาญและประสบการณ์ของแต่ละคนด้วย แต่ถ้าเราหมั่นฝึกฝนก็จะสามารถทำได้แน่นอน ต่อไปเป็นเครื่องมือของหัวข้อนี้

How? การถาม ทำยังไง หรือทำอย่างไร? เกิดขึ้นในขั้นตอนการเริ่มต้นแก้ไขปัญหา คำถามนี้จะช่วยให้หาวิธีแก้ไขปัญหา ทำให้เราลงมือทำ

ในการแก้ปัญหานั้น เราอาจจะสงสัยว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไร หรือตรงไหนดี ถ้าเป็นยุคในอดีตนั้นอาจจะยากหน่อยแต่ในยุคปัจจุบันนั้นค่อนข้างง่ายขึ้น(เพราะเราสามารถหาข้อมูลได้จาก internet) ก็คือหลังจากที่เราได้แนวทางเบื้องต้นแล้วเราก็จะทำการสำรวจดูว่าในปัจจุบันนั้นคนอื่นๆ เค้าแก้ปัญหาที่เราตั้งขึ้นมาอย่างไรได้ มีกี่วิธีการแล้วเหมาะสมกับงานของเราที่กำลังแก้ปัญหาอยู่หรือไม่ ถ้าเราจะคิดนอกกรอบก็จะเริ่มจากตรงนี้แหละว่าจะคิดอย่างไรให้แตกต่าง ซึ่งมันก็จะกลายร่างเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ได้ในเบื้องต้น และถ้าเราสามารถขายความคิดแล้วมีผู้อื่นสนใจอยากซื้อหรือต้องการมันก็จะกระโดดข้ามไปเป็นนวัตกรรมเลยทีเดียว แต่ก็ต้องเข้าใจนะครับว่า ระหว่างการคิดต่อยอดจากของเดิมที่มีกับการคิดของใหม่ๆเลยนั้น มันมีเส้นบางๆกั้นอยู่เพื่อระบุว่าความคิดนั้นๆเป็นสิ่งประดิษฐ์ (ซึ่งคิดขึ้นมาใช้งานได้หรือไม่ได้จริงก็ตามแต่เก็บไว้อยู่บนหิ้ง) กับนวัตกรรม (เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่สามารถใช้งานได้จริงและผู้อื่นสนใจนำไปใช้งานจริงด้วย) 
หลังจากได้แนวคิดในการแก้ปัญหาออกมาแล้ว ก็จะต้องมาสำรวจดูว่าวิธีไหนเหมาะสมที่สุดและสามารถแก้ปัญหาที่คิดขึ้นมาแล้วตอบโจทย์ได้ครอบคลุมมากที่สุด การลงทุน, เวลาและคนในการทำน้อยหรือเหมาะสมที่สุด สุดท้ายคือสามารถทำขึ้นมาจริงๆได้ด้วย

ทำยังไง หรือทำอย่างไร? คำถามที่ยากที่สุด

การถาม ทำไม? 
ในขั้นตอนที่ 1 เป็นวิธีที่ทำให้เราชี้แจงปัญหา แต่เราจะหยุดอยู่แค่นั้นไม่ได้ เพราะเราต้องการคำตอบ เราต้องการวิธีแก้ปัญหา
ขั้นตอนที่ 2 เราเริ่มที่จะถาม สมมติว่า? แต่มันก็ยังไม่พอ การถาม สมมติว่า? จะทำให้จุดประกายความคิด เราจะเห็นไอเดียเกิดขึ้นมากมาย แต่เราก็ต้องการไอเดียที่มันเกิดขึ้นได้จริง
ขั้นตอนที่ 3 การถาม ทำยังไง? เป็นการนำความคิดมาลงมือทำ เป็นคำถามที่ยากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับความอดทนพยายามและความมุ่งมั่น
คำถามในขั้นตอนสุดท้ายนี้ เป็นคำถามเชิงปฏิบัติ ใช้ถามเมื่อเราต้องเจาะลึกลงไป เราจะต้องหาทางทำให้มันเกิดขึ้นจริง โดยการสร้างเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการ หรือการแก้ไขปัญหาที่ทำได้จริงๆ

การสร้างวัฒนธรรมของการถาม

ในสังคมที่เราให้ความสำคัญกับผลงาน มากกว่าการตั้งคำถาม ทำให้เราให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญมากกว่าความไม่แน่นอน

แต่ในปัจจุบัน ความรู้หลายๆ อย่าง มันค่อยๆ ลดทอนคุณค่าในตัวลงไป เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความรู้หลายๆ อย่างเก่า ล้าสมัยและใช้งานไม่ได้อีกต่อไป สิ่งที่เรารู้ในวันนี้ พรุ่งนี้อาจใช้ไม่ได้

ในยุคที่เรามี Google และ Wikipedia เราไม่จำเป็นต้องจดจำข้อมูลหรือเก็บสะสมความรู้ เพราะเราสามารถเข้าถึงความรู้เหล่านั้นได้เพียงแค่ไม่กี่คลิก

เริ่มต้นที่ผู้นำ ต้องยอมรับความท้าทายและความไม่แน่นอน ผู้นำแบบเก่าคือคนที่นิยมความรู้ แต่ผู้นำแบบใหม่จะพยายามเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของพนักงาน พนักงานควรจะสามารถถามได้โดยไม่ต้องกลัว ตรงกันข้ามพนักงานควรจะได้รับรางวัลจากการถาม โดยเฉพาะคำถามที่ต้องการคนรับผิดชอบและหาทางลงมือแก้ไข

คำถามแย่ๆ ที่ไม่ควรถาม

หลีกเลี่ยงคำถามที่สงสัยคนอื่น คำถามที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คำถามที่ทำให้คนอื่นหมดกำลังใจ หรือทำให้เสียความมั่นใจ คำถามที่ใช้เบียดเบียนรังแกคนอื่นๆ หรือคำถามที่แค่ต้องการวิจารณ์ความเห็นของคนอื่นๆ เช่น
ทำไมต้องเปลี่ยนในเมื่อมันยังใช้งานได้ดีอยู่?
วิธีนี้เราลองแล้วไม่ใช่หรอ?
ไม่ลองใช้วิธีนี้แทน?

การตั้งคำถาม นำเราไปสู่ชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย

คำถามที่ดีไม่ได้ทำให้เกิดผลดีต่อการทำธุรกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราค้นพบจุดมุ่งหมายและเติมเต็มชีวิตด้วยเหตุผลของการตื่นมาในทุกๆ เช้า ทำให้เราค้นพบ ikigai (คลิกที่คำจะ link ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมครับ
ลองเปรียบเทียบอาชีพการงานของเราเหมือนการปีนเขา ระหว่างที่เราปีนขึ้นเขาและหวังว่าจะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดก่อนคนอื่นๆ มันจะทำให้เราลืมเหตุผลของการปีนเขาตั้งแต่แรก
ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการทนลำบากเหน็ดเหนื่อยปีนขึ้นเขา เพียงแค่จะพบว่า จริงๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการที่จะไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดสูงสุด
เมื่อเรารู้ตัวว่าเราต้องเปลี่ยนแปลง เราจะถามตัวเองว่า สมมติว่าเราเปลี่ยนทางเดิน? และตามด้วยคำถาม แล้วเราจะเริ่มยังไง?

สรุป

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พิเศษ เราสามารถตั้งคำถามได้ การตั้งคำถามทำให้จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และกระตุ้นให้เกิดไอเดียใหม่ๆ แต่ควรใช้สติในการคิด และ “ ทำอะไร ให้คิด แล้วพิจารณาในสิ่งที่คิด แล้วค่อยทำ“ เมื่อเราคิดจะเริ่มตั้งคำถาม ควรจะมีสติก่อนที่จะเริ่ม เมื่อตั้งคำถาม มันจะทำให้เรารู้ว่า นี่คือสิ่งที่เราไม่รู้  และหลังจากนั้นก็หาความรู้เพื่อปิดช่องว่างของความรู้นั้น
วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราค้นพบสิ่งที่เราต้องการที่สุดในชีวิตนี้ คือการตั้งคำถาม คำถามที่ดีจะช่วยให้เราแจกแจงปัญหา ค้นหาคำตอบ หาทางออกหรือเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นนวัตกรรม

References

https://www.nicetofit.com/การตั้งคำถามที่ดี/

อันนี้เป็นเครื่องมือเบื้องต้นที่สามารถนำมาใช้ในการคิดต่างๆได้ แต่ยังมีเครื่องมืออีกมากมายซึ่งสามารถนำมาใช้ในการคิดเราจะนำมาเสนอในตอนต่อๆไปนะ  ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก nicetofit 



วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

การแบ่งประเภทของนวัตกรรม


จากตอนที่แล้ว ก็มีเสียงสะท้อนกลับมาบางส่วนนะครับ ว่าผมไปเอาข้อมูลมาจากที่ไหน ก็ต้องขอบอกว่ามาจากหลายแหล่งนะครับคือ จากข้อมูลที่เรียนมา ข้อมูลที่เจอมาจากหนังสือหรือใน Internet (ผมจะใส่ที่มาไว้ให้ในวงเล็บ)และประสบการณ์ครับ ที่สำคัญบทความนี้ผมตั้งใจทำให้กับผู้ที่ไม่รู้จักและ ไม่เข้าใจเกี่ยวกับ นวัตกรรมหรือ Innovation ได้เรียนรู้และเข้าใจได้มากขึ้น โดยผมขอใช้ภาษาชาวบ้านเพื่อง่ายต่อการสื่อสารให้เข้าใจนะครับ สำหรับท่านผู้รู้ ที่มีความรู้มากกว่าผมจะช่วยปรับแต่งเพิ่มเติมอะไรก็ยินดีนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะอวดเก่งนะครับ แต่ต้องการเผยแพร่ความรู้ให้สาธารณะได้รู้จักกันมากขึ้น

ก่อนจะไปถึงเรื่องนวัตกรรมกันต่อ ก็ยังมีคำศัพท์อีกคำที่ต้องรู้จักนะครับนั่นคือ Creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งคำนี้จะมาคู่กันกับนวัตกรรมเสมอ ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักความหมายของมันกันก่อนนะครับ

Creativity หรือความคิดสร้างสรรค์
Creativity = Is the ability to bring something new / Creativity is the ability not the activity of bringing something new.
ความคิดสร้างสรรค์ คือ กระบวนการคิดของสมองซึ่งมีความสามารถในการคิดได้หลากหลายและแปลกใหม่จากเดิม เป็นความสามารถทางสมองในการคิดหลายทิศทางจนนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่หรือรูปแบบความคิดใหม่ (ที่มา : /www.im2market.com)

จะเห็นได้ว่ากว่าจะเกิดเป็นนวัตกรรมนั้นมีขั้นตอนหลากหลาย ดูน่าจะซับซ้อนจังเลยนะครับ แต่อย่าเพิ่งตกใจไปครับ ค่อยๆ ติดตามนะครับที่นี้เรามาดูรูปข้างล่างนี้กันดีกว่า  


ภาพที่ 1 ภาพความแตกต่างระหว่าง ความคิดสร้างสรรค์ สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม
(ข้อมูลภาพจาก : SlideShare by Motaz Agamawi)


ความแตกต่างระหว่าง ความคิดสร้างสรรค์ สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม
ความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากความสามารถในการคิดสิ่งใหม่ นำไปสู่การสร้าง สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม

สิ่งประดิษฐ์
สิ่งประดิษฐ์เกิดจากการสร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาใหม่ นำไปสู่ความรู้ใหม่

นวัตกรรม
นวัตกรรมเกิดจากเกิดเปลี่ยนหรือแปรรูปของความคิด ไปสู่สิ่งใหม่ที่มีความสามารถที่ดีกว่า ซึ่งผลที่ได้อาจจะเป็นผลิตภัณฑ์ บริการหรือขบวนการ ที่เป็นสิ่งใหม่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลก

ทีนี้เรามาดูการเกิดการดับของนวัตกรรมกันนะครับ หรือพูดง่ายๆว่าการเกิดของวงจรนวัตกรรม เป็นอย่างไร



ภาพที่ 2 วงจรของนวัตกรรม
(ข้อมูลภาพจาก : SlideShare by Motaz Agamawi)

จากภาพเราจะเห็นว่าจากภาพที่ 2 วงจรนวัตกรรมจะเริ่มจากที่ใดก็ได้เช่นถ้าเริ่มจากการคิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ขึ้นมาก่อน ก็จะเกิดขบวนการปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้สามารถขายได้หรือใช้งานได้ในชีวิตจริงก็จะกลายเป็นนวัตกรรม จากนั้นก็จะถูกผลักดันเข้าสู่ตลาด เกิดการซื้อขายขึ้น จนกระทั้งระยะเวาลาผ่านไป สิ่งดิษฐ์นั้นก็จะค่อยๆหายไปจากตลาด โดยเกิดจากการที่มีคนคิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่มาทดแทนของเดิมที่ดี่กว่า แล้วก็จะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ขึ้นมาทดแทน จนได้รับการปรับปรุงเป็นนวัตกรรม เป็นอย่างนี้เรื่อยไป 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเช่น โทรเลข ในอดีตโทรเลขเกิดจากความต้องการในการสื่อสารกัน ให้ได้รับความสะดวกและรวดเร็วกว่าการส่งจดหมายแต่ในที่สุดก็ต้องหมดไปเพราะมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่เข้ามาแทนที่ เช่นโทรศัพท์(ที่มีสาย) ต่อมาก็เริ่มจะลดความสำคัญไป เพราะมีโทรศัพท์ไร้สายเข้ามาแทนที่

จากวงจรนวัตกรรม เราจะมาต่อด้วยประเภทของนวัตกรรมกันนะครับ

ทีนี้เรามาดูว่านวัตกรรมแบ่งเป็นประเภทอย่างไรบ้าง
นวัตกรรมแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ 

Product Innovation นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์
Process Innovation นวัตกรรมด้านกระบวนการ
Service Innovation นวัตกรรมด้านบริการ

จากภาพที่ 3 จะเห็นได้ว่า Product Innovation หรือนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์กับ Service Innovation หรือนวัตกรรมด้านบริการ ส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนของผู้บริโภคเป็นหลัก ส่วน Process Innovation หรือนวัตกรรมด้านกระบวนการ จะอยู่ในส่วนของภาคการผลิตเป็นหลัก


ภาพที่ 3 การแบ่งประเภทของนวัตกรรม
(ข้อมูลภาพจาก : SlideShare by Motaz Agamawi)

ที่คนทั่วไปเช่นพวกเรารู้จักและสัมผัสได้ส่วนใหญ่จะเป็น Product Innovation หรือนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์เรามาเริ่มกันเลยนะครับ
Product Innovation หรือนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีมากมายในชีวิตประจำวันของเรา ตัวอย่างเช่น : เช่นโทรศัพท์มือถือรุ่นปัจจุบันถ้าเราเทียบกับโทรศัพท์สมัยที่ยังต้องใช้สาย จะพบว่าต่างกันราวกับฟ้ากับดินเลย เพราะ

โทรศัพท์สมัยก่อนยังต้องใช้สาย แต่ปัจจุบันไร้สาย 
โทรศัพท์สมัยก่อนยังต้องมีปุ่ม แต่ปัจจุบันไม่มีปุ่ม
โทรศัพท์สมัยก่อนไม่เห็นหน้า แต่ปัจจุบันเห็นหน้าคุยกัน
โทรทรศัพท์สมัยก่อนส่งเอกสารไม่ได้ แต่ปัจจุบันสามารถแนบเอกสารให้กันได้เลยและอื่นอีกมากมาย

Service Innovation หรือนวัตกรรมด้านบริการ
ทีนี้เรามาดูตัวอย่าง Service Innovation หรือนวัตกรรมด้านบริการ ซึ่งก็อยู่ใกล้กับชีวิตประจำวันของคนทั่วๆไปตัวอย่างเช่น : Uber หลังจากจุดกระแส disruption ในวงการธุรกิจบริการแท็กซี่ไปแล้ว Uber ยังพัฒนาโครงการนำร่องรถยนต์ไร้คนขับขึ้นมา เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับเจ้าของรถยนต์ แถมยังแซงหน้า Google ขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้อีกด้วย โดย Uber ได้พยายามพิสูจน์ในเรื่องของการลดจำนวนอุบัติเหตุลง และล่าสุด Uber เข้าซื้อกิจการบริษัทสตาร์ทอัพ Otto เพื่อพัฒนาโครงการรถไร้คนขับสำหรับรถบรรทุก ซึ่งในอนาคตการขนส่งทางรถบรรทุกอาจจะไม่ต้องใช้มนุษย์อีกแล้ว

Process Innovation นวัตกรรมด้านกระบวนการ
สุดท้ายเรามาดูตัวอย่าง Process Innovation นวัตกรรมด้านกระบวนการ ตัวอย่างเช่น : บริษัท BMW มีการลดปริมาณหุ่นยนต์ในขบวนการผลิตบางขั้นตอนลง แต่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้สูงขึ้นได้ เช่น ได้มีการนำเอาหุ่นยนต์ที่ใช้ในขบวนการยึดตัวถังเพื่อเชื่อตัวถังรถยนต์ออกไป แต่มีการเพิ่มตำแหน่งการยึดเกาะกันชั่วคราวของตัวถังขึ้นมาแทน ทำให้ลดต้นทุนในการผลิตลงได้และยังสามารถเพิ่มปริมาณการผลิต ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นได้อีกด้วย

เราก็มาถึงเรื่องสุดท้ายของบทความนี้นะครับ ก็คือ การแบ่งระดับของความเป็นนวัตกรรม Degree of Innovation 


ภาพที่ 4 การแบ่งระดับของนวัตกรรม
(ข้อมูลภาพจาก : SlideShare by Motaz Agamawi)

การแบ่งระดับของนวัตกรรมมีการแบ่งระดับตั้งแต่ มีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงไปแบบไม่เหลือซากของเดิมเลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็โทรศัพท์อีกนั่นแหละครับที่เปรียบเทียบได้ดีที่สุดดังภาพที่ 5 เป็นวิวัฒนาการของโทรศัพท์ตั้งแต่ใช้สายจนไร้สาย จนถึงปัจจุบัน 


ภาพที่ 5 เป็นวิวัฒนาการของโทรศัพท์ตั้งแต่ใช้สายจนไร้สาย จนถึงปัจจุบัน
(ข้อมูลภาพจาก : phoneevolution1315 )

เป็นไงบ้างครับเห็นแล้วเพลียใจมั้ยครับโลกเราอะไรมันจะไปเร็วขนาดนั้น แค่เราอยู่เฉยก็ล้าหลังคนอื่นเค้าแล้วครับยังไม่ทันคิดจะหยุดตามเลย แล้วคิดดูประเทศเราจะเป็นอย่างไรถ้าเราเองยังไม่รู้เท่าทันโลกปัจจุบันเลย ตอนหน้าจะเป็นอะไร คอยติดตามนะครับ และถ้าใครมีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะแจ้งไว้ด้านล่างนี้นะครับ ขอบคุณครับที่อ่านมาถึงตรงนี้

ตัวอย่างการออกแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (การออกสู่เชิงพาณิชย์)

ตัวอย่างการออกแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (การออกสู่เชิงพาณิชย์) จากที่เคยบอกไปครับว่าจุดประสงค์ของงานเขียนนี้คือ ต้องการเผยแพร่ความรู้ในการออ...